• L1
  • L2
  • L3
  • L4
  • L5
  • พสกนิกรหลั่งไหล ถวายน้ำสรงพระบรมศพในหลวง รัชกาลที่ 9 (ภาพข่าวจาก www.manager.co.th)
  • พสกนิกรหลั่งไหล ถวายน้ำสรงพระบรมศพในหลวง รัชกาลที่ 9 (ภาพข่าวจาก www.manager.co.th)
  • พสกนิกรหลั่งไหล ถวายน้ำสรงพระบรมศพในหลวง รัชกาลที่ 9 (ภาพข่าวจาก www.manager.co.th)
  • พสกนิกรหลั่งไหล ถวายน้ำสรงพระบรมศพในหลวง รัชกาลที่ 9 (ภาพข่าวจาก www.manager.co.th)
  • พสกนิกรหลั่งไหล ถวายน้ำสรงพระบรมศพในหลวง รัชกาลที่ 9 (ภาพข่าวจาก www.manager.co.th)
  • M1
  • M2
  • M3
  • M4
  • M5
  • “ทำไมคนไทยถึงรักพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ถึงเพียงนี้” (ภาพข่าวจาก www.manager.co.th)
  • “ทำไมคนไทยถึงรักพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ถึงเพียงนี้” (ภาพข่าวจาก www.manager.co.th)
  • “ทำไมคนไทยถึงรักพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ถึงเพียงนี้” (ภาพข่าวจาก www.manager.co.th)
  • “ทำไมคนไทยถึงรักพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ถึงเพียงนี้” (ภาพข่าวจาก www.manager.co.th)
  • “ทำไมคนไทยถึงรักพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ถึงเพียงนี้” (ภาพข่าวจาก www.manager.co.th)
  • R1
  • R2
  • R2
  • R2
  • R2
  • สื่อนอกแพร่ภาพหาชมยากของในหลวง “น้อมส่งเสด็จสู่สรวงสวรรค์” (ภาพข่าวจาก www.manager.co.th)
  • สื่อนอกแพร่ภาพหาชมยากของในหลวง “น้อมส่งเสด็จสู่สรวงสวรรค์” (ภาพข่าวจาก www.manager.co.th)
  • สื่อนอกแพร่ภาพหาชมยากของในหลวง “น้อมส่งเสด็จสู่สรวงสวรรค์” (ภาพข่าวจาก www.manager.co.th)
  • สื่อนอกแพร่ภาพหาชมยากของในหลวง “น้อมส่งเสด็จสู่สรวงสวรรค์” (ภาพข่าวจาก www.manager.co.th)
  • สื่อนอกแพร่ภาพหาชมยากของในหลวง “น้อมส่งเสด็จสู่สรวงสวรรค์” (ภาพข่าวจาก www.manager.co.th)

ยินดีต้อนรับสู่ หนังสือพิมพ์ไทยต่างแดน

ความรู้คู่คุณธรรม

on 28 สิงหาคม 2552. Posted in Recommended Articles

ความรู้คู่คุณธรรม

รามคำแหงเพียรสอนศิษย์

ผลิตบัณฑิตที่มีคุณค่า

ให้มีความเข้มแข็งในวิชา

ให้ก้าวหน้าเปี่ยมด้วย “คุณธรรม”

การเรียนรู้วิชาความรู้คู่คุณธรรม เป็นกระบวนวิชาหนึ่งที่มหาวิทยาลัยกำหนดขึ้นเพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้เรื่องความรู้คู่คุณธรรม แม้ว่านักศึกษาจะได้เรียนรู้ ได้รู้จักตนเองในระดับหนึ่งพอสมควรแล้ว แต่การเรียนวิชานี้จะเป็นการมาเติมเต็มบางเรื่องบางประการ คนเรานั้นควรถือว่า “เราเป็นครูกันคนละอย่าง” หลายท่านมีประสบการณ์มาก พอให้มาเรียนวิชาความรู้คู่คุณธรรม ก็บอกว่า ตัวเองรับผิดชอบมามากมาย บางท่านก็มีตำแหน่งหน้าที่การงานใหญ่โต บางท่านได้ทำประโยชน์ต่างๆนานา ทำไมต้องเรียนด้วย สิ่งที่กล่าวมานี้ เป็นสิ่งที่ควรยกย่องในประสบการณ์ทั้งหลายทั้งปวง แต่ลองพิจารณาคำว่า “เราเป็นครูกันคนละอย่าง”

ความรู้คู่คุณธรรม

รามคำแหงเพียรสอนศิษย์

ผลิตบัณฑิตที่มีคุณค่า

ให้มีความเข้มแข็งในวิชา

ให้ก้าวหน้าเปี่ยมด้วย “คุณธรรม”

การเรียนรู้วิชาความรู้คู่คุณธรรม เป็นกระบวนวิชาหนึ่งที่มหาวิทยาลัยกำหนดขึ้นเพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้เรื่องความรู้คู่คุณธรรม แม้ว่านักศึกษาจะได้เรียนรู้ ได้รู้จักตนเองในระดับหนึ่งพอสมควรแล้ว แต่การเรียนวิชานี้จะเป็นการมาเติมเต็มบางเรื่องบางประการ คนเรานั้นควรถือว่า “เราเป็นครูกันคนละอย่าง” หลายท่านมีประสบการณ์มาก พอให้มาเรียนวิชาความรู้คู่คุณธรรม ก็บอกว่า ตัวเองรับผิดชอบมามากมาย บางท่านก็มีตำแหน่งหน้าที่การงานใหญ่โต บางท่านได้ทำประโยชน์ต่างๆนานา ทำไมต้องเรียนด้วย สิ่งที่กล่าวมานี้ เป็นสิ่งที่ควรยกย่องในประสบการณ์ทั้งหลายทั้งปวง แต่ลองพิจารณาคำว่า “เราเป็นครูกันคนละอย่าง”


ยกตัวอย่างคุณแม่ของผมท่านมิได้เรียนหนังสือ คุณแม่ผมอ่านหนังสือไม่ออก เซ็นชื่อได้อย่างเดียว ผมก็ถามว่าทำไมแม่เซ็นชื่อได้ถูกต้อง ท่านบอกว่าเพราะจำได้ ผมก็มานึกถึงนักร้องลูกทุ่งคนหนึ่งชื่อพุ่มพวง ดวงจันทร์ เธออ่านหนังสือไม่ออก แต่ใช้วิธีจำเนื้อเพลง โดยมีคนบอกเนื้อเพลงให้ แม่ผมก็เหมือนกัน เขียนหนังสือได้แค่เซ็นชื่อนามสกุลของท่านเท่านั้น ขณะนี้อายุ ๗๕ ปีแล้ว แต่ท่านยังคงสอนผม อย่างน้อยสอนความเป็นแม่ สอนให้รู้ว่าแม่เป็นอย่างไร คือ...ใคร ผมเป็นลูกของท่าน ผมเรียนหนังสือ ผมเรียนกฏหมาย ผมเรียนอะไรมากมาย สั่งสมความรู้มาตั้งแต่เด็ก จนถึงวันนี้มากมายพอสมควร แต่ผมก็คิดว่าผมรู้ไม่เหมือนกับแม่รู้ แล้วแม่ก็ไม่รู้เหมือนที่ผมรู้ในทุกสิ่งทุกประการ มันต้องมีข้อแตกต่างกันไป จึงใช้คำว่า “เราเป็นครูกันคนละอย่าง” การให้ความคิดเช่นนี้ เพื่อสร้างความคิดนี้ให้บังเกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยรามคำแหง ในสังคมไทย เพราะสังคมไทยนั้นเป็นสังคมที่ไม่ค่อยให้เกียรติกัน ถามว่าทำไมไม่ให้เกียรติกัน เพราะคิดว่าตนเองวิเศษ คิดว่าตนเองดีแล้ว เก่งแล้ว ไม่ฟังใคร ไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง ไม่ฟังใคร แต่ถ้าทำความเข้าใจกันตั้งแต่ตอนนี้ว่า วิธีการเรียนจะต้องเรียนอย่างมีความรู้กัน ต่างคนต่างแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน ต่างเป็นครูกันคนละอย่าง ถ้ามีอาวุโสสูงแล้ว ดีแล้ว ก็มาแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์แนวความคิดซึ่งกันและกัน

ในวิชาความรู้คู่คุณธรรมนั้น หลายคนอาจจะบอกว่าทำไมจะต้องเรียนนั้น การเรียนรู้อย่างเดียวยังไม่พอ หรือมีคุณธรรมอย่างเดียวก็ไม่พอเช่นกัน จะต้องมีสองสิ่งประกอบกัน คำว่า มีความรู้กับมีคุณธรรมนั้น จะต้องมองลึกลงไปอีก คำว่า “มีความรู้” แล้วใช้ความรู้ไม่ได้นั้นไม่ถือว่ามี ถ้ามีความรู้แล้วไม่ใช้ความรู้ก็ไม่ถือว่ามีความรู้อีกเช่นกัน เหมือนเป็นของที่ไร้ค่า ของเก่าเก็บ กลายเป็นวัตถุโบราณไป มีเงินแล้วไม่สามารถจะใช้ได้หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าเป็นเงินที่เขายกเลิกแล้วหรืออย่างไร หรือว่าเป็นเงินที่ไร้ค่าไปแล้ว หรือไม่มีค่าประการใด

เพราะฉะนั้น การมีความรู้นั้นก็หมายความว่าจะต้องใช้ความรู้ได้ด้วย ในขณะเดียวกันที่บอกว่ามีคุณธรรมนั้น ก็หมายความว่านอกจากจะมีคุณธรรมแล้ว จะต้องใช้หรือดำเนินกิจกรรมต่างๆ อย่างมีคุณธรรมด้วยเช่นเดียวกัน บางท่านกล่าวว่าในเมื่อมีความรู้แล้วมีคุณธรรมแล้ว มาเรียนกันทำไม ที่กล่าวเช่นนี้ หมายถึงการเรียนจะเป็นการเติมเต็มความรู้ให้มากขึ้น เปรียบเหมือนทองแท้จะต้องขัดเงากันอีกนิดหน่อยก็จะเป็นมันวาวมากขึ้น

การศึกษาใดๆก็ตามแต่ ถ้าหากไม่เข้าใจว่าเรียนไปทำไมหรือคิดไม่ออกว่าจะนำไปใช้ทำอะไร ก็ใช้ไม่ได้ ก่อนอื่นจะต้องรู้เสียก่อนว่าศึกษาไปทำไม หรือศึกษาอะไร คำว่า “ศึกษา” ก็ดี “ปัญญา” ก็ดี สองคำนี้ประกอบกันเป็นความรู้ เพราะจะต้องมีสติปัญญา ถามว่าจะต้องมีสติปัญญาได้ด้วยวิธีใด คำตอบคือ ได้ด้วยการศึกษา ดังนั้น การศึกษาจึงเป็นกระบวนการสร้างสติปัญญา คือมีปัญญาอย่างเดียวไม่ได้

คำว่า “สติ” คือการระลึกได้ รู้ได้ รู้หรือระลึกได้ เพราะฉะนั้น สติปัญญาจึงหมายถึง การเกิดปัญญาที่รู้ได้ รู้ได้ด้วยปัญญา กระบวนการสร้างปัญญาคือกระบวนการกำจัดอวิชชาทั้งปวง อวิชชาคืออะไร อวิชชาแปลว่าไม่รู้ แล้วก็แปลว่ารู้ ทั้งสองอย่าง ทำไมจึงแปลได้ตรงข้ามกัน เพราะว่าอวิชชาหมายถึงไม่รู้ในสิ่งที่ควรรู้ คือสิ่งที่ควรรู้กลับไม่รู้ แล้วไปรู้ในสิ่งที่ไม่ควรรู้นั่นเอง แปลว่ารู้ไม่ถูกทาง สิ่งที่เขาไม่ให้รู้ก็ไปรู้เข้าให้ คำว่าอวิชชาจึงแปลได้ทั้งสองทางคือแปลว่ารู้กับไม่รู้



ในกระบวนการสร้างสติปัญญานั้น เมื่อก่อให้เกิดสติปัญญาแล้วจะต้องขจัดอวิชชาได้ด้วย ตัวอย่างเช่น เสมือนหนึ่งดอกบัวที่โผล่ออกมาจากโคลนตมจากดินเลน สามารถขจัดอาสวะทั้งปวงได้ ขจัดโคลนออกจากดอกได้ จึงเป็นกระบวนการทางธรรมชาติขจัดออก ในที่สุดแล้วดอกบัวนั้นก็ไม่มีโคลนตมติดอยู่ ก็สามารถที่จะนำไปบูชาพระได้ เมื่อนำขึ้นมาก็จะเห็นได้ว่าจะเป็นดอกบัวที่สะอาดไม่มีโคลนตมติดอยู่ ทั้งๆที่เกิดมาจากโคลนตม เพราะได้มีกระบวนการขจัดอาสวะทั้งปวงนั้นแล้ว เฉกเช่นเดียวกับคนเราไม่ว่าจะเกิดในที่ใด อาทิ “ตัวผมเป็นลูกชาวนา มีโคลนตมติดตัวมาแต่เล็ก ผมก็พยายามขจัดขึ้นมาจนถึงวันนี้ได้เป็นครูกับเขาคนหนึ่ง” ฉะนั้นควรแยกแยะเสียก่อนระหว่างความรู้คู่คุณธรรม จะต้องแยกแยะให้ได้ว่ามนุษย์เรามีวิธีการคิดโดยใช้สติปัญญาได้ ก็สามารถ ไตร่ตรองในสิ่งต่างๆได้ด้วยเหตุด้วยผล ไม่ตามกระแสสังคม บ้านเราตามกระแสกันมาก ซึ่งเป็นสิ่งน่าปริวิตก บางวันมีข่าวโน้นข่าวนี้ก็เชื่อกันโดยไม่ได้วิเคราะห์ เช่น บางวันมีข่าวงูที่เขาเรียกมากินอาหารได้ ก็พากันไปไหว้งู ไหว้งูไม่พอ พากันไปซื้อหวย งูมันให้หวยได้ กลายเป็นเรื่องวิเศษวิโสไปเลย น่าเอ็นดูแท้ บ้านเมืองจะไปรอดหรือไม่ จะคิดอย่างไม่มีเหตุผลไม่ได้ การคิดโดยมีเหตุผล โดยนัยของเหตุผล หมายความว่าใช้สติปัญญาไตร่ตรอง สติปัญญาก็เกิดมาจากกระบวนการขจัดอวิชชานั่นเอง ดังนั้น ควรเรียนรู้ในสิ่งที่ควรเรียนรู้ สิ่งที่ไม่ควรรู้ก็อย่าไปรู้ พอมีสติปัญญาแล้วก็ต้องใช้สติปัญญา เรียกว่า โยนิโสมนสิการ คือการใช้สติปัญญาไตร่ตรองด้วยเหตุผล ไม่ตามกระแสสังคมที่ผิด ไม่ใช่เขาเห็นว่าคนนั้นไม่ดีคนนี้ไม่ดี ก็พลอยเห็นว่าไม่ดีไปด้วย หรือเขาเห็นว่าคนนี้ดี ก็เห็นว่าดีด้วย อย่างนี้ไม่ใช่โยนิโสมนสิการ คนเราจะต้องรู้จักใช้สติปัญญาไตร่ตรองว่าดีจริงหรือไม่ ที่ว่าดีดีอย่างไร ไม่ดีนั้นไม่ดีอย่างไร คนไม่ดีจะอยู่ในตำแหน่งเป็นสิบปีได้อย่างไร คนที่ทำงานให้บ้านให้เมืองจะเป็นโจรแผ่นดินไม่ได้ จะต้องใช้สติปัญญาและความรู้พื้นฐานต่างๆมาประกอบ มาประมวลกันแล้วค่อยตัดสิน แต่สังคมบ้านเราน่าตกใจหลายครั้งทำให้คนดีท้อแท้ท้อถอยได้เพราะความไม่รู้นั่นเอง สิ่งที่ควรรู้แล้วไม่รู้ สิ่งที่ควรไตร่ตรอง ไม่ได้ไตร่ตรอง แสดงว่าไม่มีโยนิโสมนสิการ ไม่มีกระบวนการสร้างสติปัญญานั่นเอง

ในกระบวนการสร้างสติปัญญานั้น มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ทำกันอยู่ก็คือการศึกษา การศึกษาที่ทุกคนกำลังทำกันอยู่น่าชื่นชมยินดีโดยแท้ ท่านผู้มีอาวุโสหลายท่านแทนที่จะนอนอยู่บ้าน กลับมาเรียนหนังสือ คนเหล่านี้มาเรียนอายุจะยืน เพราะได้พบสิ่งที่แปลกใหม่ พบสิ่งที่ควรรู้ควรคิด สิ่งที่คิดว่าตัวเองรู้แล้วไม่ใช่ก็มาคิดได้ คนไทยเราประหลาดอยู่หนึ่งอย่างชอบอมพะนำ ไม่ยอมถามคนอื่น ไม่ยอมสอบทานความรู้ กลัวเขารู้ว่าไม่รู้ คิดว่าตัวเองไม่โง่ ที่ปกปิดไว้เช่นนี้เป็นการฉลาด ความจริงแล้วโง่แท้ๆ ควรจะถามในสิ่งที่ไม่รู้ ไม่ใช่สิ่งที่น่าอาย ควรจะสั่งสมความรู้ให้เป็นฐานความรู้ (Base of knowledge)


ฐานความรู้เป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องของการสั่งสม บางทีเรียกว่าจิตวิญญาณ ทุกคนควรที่จะปรับฐานความคิดให้ไปในทางเดียวกันได้แล้ว ตัวอย่างเช่น การเรียนความรู้คู่คุณธรรมนั้น ในระดับปริญญาตรีที่เรียนจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ควรจำได้แล้วทราบว่าความรู้หมายถึงอะไร ความรู้นั้นเป็นเรื่องของการสร้างสติปัญญา เป็นเรื่องการศึกษาเล่าเรียน เป็นเรื่องที่ได้ฝึกฝน ได้ใช้สติปัญญาไตร่ตรอง ซึ่งก็คือความรู้ที่นี่ ความรู้ที่ว่านั้นจะต้องตรวจสอบพิสูจน์ได้ว่า เป็นความรู้ที่เชื่อได้ทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ความรู้ที่เชื่อผิดๆ ถ้าคิดด้วยเหตุผลนั่นก็หมายถึง การที่มีกระบวนการที่เกิดความรู้ขึ้น ความรู้ตรงนี้ต้องเป็นความรู้เป็นวิทยาศาสตร์ รู้แบบทดลองได้ พิสูจน์ได้ เรียนรู้ได้ตามหลักของกาลามสูตร เป็นหลักการคิด มีเหตุมีผลอยู่ในตัว ไม่ใช่ใครมาพูดอะไรก็เชื่อทันที โดยไม่ใช้เหตุผลว่าเป็นไปได้หรือไม่ ดังนั้นการปล่อยให้เกิดกระแสเป็นการทำลายความรู้ ดังนั้นคนเราจะต้องมีความรู้แล้ว จะต้องรู้จักคิดต้องรู้จักใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลักการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยรามคำแหงในระดับปริญญาตรีนั้น ปรารถนาให้จำได้แล้วรู้จักคิด คือ จำได้ คิดได้ จำได้ว่าตำราว่าอย่างไร ใครเขาว่าอย่างไร หรือหลักเกณฑ์ว่าอย่างไร แล้วนำไปคิดว่าจะนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างไร แต่ในขณะเดียวกันในระดับปริญญาโทจะต้องเป็นเรื่องคิดเป็น แล้วนำไปใช้เป็น คิดเป็นตรงนี้ไม่ใช่แค่คิดได้เฉยๆ การคิดเป็นจะต้องเรียนรู้ทฤษฏี ต้องสร้างองค์ความรู้ได้บ้าง จะต้องไต่ระดับได้ว่า ความเป็นมาของเรื่องนั้น ผ่านขั้นตอนอะไรมาบ้าง ได้ทฤษฏีมาก็ไม่ใช่ว่าจะนำไปใช้ได้เลย ต้องคิดว่าทฤษฎีนี้มีเหตุผลอย่างไร จะต้องว่าด้วยเหตุผลเสียก่อนจึงค่อยนำไปใช้ นำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันกับการเรียนหนังสือ กับการที่จะออกไปทำมาค้าขาย ออกไปประกอบอาชีพ ส่วนในระดับปริญญาเอกนั้น จะต้องเป็นเรื่องที่คิดค้นองค์ความรู้ขึ้นมาได้ พูดง่ายๆก็คือต้องไปงมเข็มในมหาสมุทร เข็มที่ว่านั้นก็คือ ความรู้หรือองค์ความรู้ ต้องไปค้นพบองค์ความรู้ขึ้นมา แล้วสร้างองค์ความรู้ใหม่และต้องนำไปใช้ในลักษณะที่รับผิดชอบดูแลสังคมได้

การเรียนวิชาความรู้คู่คุณธรรมก็เป็นการเรียนในลักษณะที่แบ่งออกเป็นสามระดับเช่นกัน คือ ในระดับปริญญาตรีให้คิดได้ คิดเป็น ในระดับปริญญาโทต้องคิดเป็นแล้วนำไปใช้ให้ได้ ขณะเดียวกันในระดับปริญญาเอกจะต้องหาความรู้ใหม่ สามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่แล้วนำไปรับผิดชอบรับใช้ดูแลบ้านเมืองได้

คำว่าความรู้มีความหมายกว้าง ความรู้มีทั้งที่บอกว่ามีความเป็นเลิศกับมีความเด่น ความเป็นเลิศหมายถึงการสั่งสมอบรมวิชานั้น หรือมีการสั่งสอนวิชานั้น หรือมีการวิจัยวิชาการนั้น จนสามารถนำไปใช้ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสังคม นั่นแหละ จึงเรียกว่าเป็นเลิศทางวิชาการ แต่การเป็นเลิศทางวิชาการเท่านั้นยังไม่พอ เป็นแต่เพียงการตรวจสอบพิสูจน์องค์ความรู้ได้ นำวิชาการมารับใช้สังคม และต้องสามารถนำมาดูแลบ้านเมืองได้ด้วย

ในเรื่องความรู้คู่คุณธรรม จะมีแต่ความรู้ไม่ได้ เพราะเวลานำไปใช้แล้วจะเกิดเหตุกับบ้านเมืองได้ คือ เกิดเหตุเป็นผลร้ายกับสังคม เหมือนมีปืนอยู่ เขาให้นำไปยิงเป้าแต่กลับนำไปยิงคน อย่างนี้ถือว่าเป็นเรื่องใช้ความรู้ความสามารถอย่างไม่มีคุณธรรม แต่ถ้ามีคุณธรรมแต่เพียงอย่างเดียวความรู้ไม่มีก็จะทำให้เกิดเป็นยุคขึ้นมายุคหนึ่ง เช่น พระภิกษุสงฆ์ถ้ามีแต่คุณธรรมอย่างเดียว ไม่มีความรู้ความสามารถอย่างปัจจุบันนี้ คนเข้าวัดไปทำบุญอธิษฐานจิตเพื่อที่จะให้เกิดดีกว่าหรือเพื่อจะให้อะไรต่างๆเหล่านั้นไม่เหมือนแต่ก่อน เวลาไปวัดนั้น เป็นเรื่องขจัดทุกข์ มีปัญหากฏหมาย ก็ไปให้พระชี้ ทะเลาะกันในเรื่องใดก็ไปให้พระชี้ พระจะชี้นำสังคมได้ ถามว่าทำไมพระชี้นำสังคมได้ ก็เพราะคนทั้งหลายเชื่อมั่นว่าพระเป็นผู้มีคุณธรรม เนื่องจากเป็นผู้ทรงศีล และเป็นผู้มีจริยธรรม นั่นหมายความว่าพระเป็นผู้มีคุณธรรม ในเมื่อพระเป็นอย่างนั้นแล้ว ประชาชนก็ไปหา เพราะคนในหมู่บ้านนั้นไม่มีใครรู้เกินพระ พระเป็นผู้ที่มีความรู้ แต่มา ณ วันนี้จะสังเกตได้ว่า คนที่ไปวัดมุ่งแต่เรื่องการทำบุญเท่านั้น ไม่ได้มุ่งให้พระขจัดทุกข์ ในเรื่องความรู้เลย ไม่มุ่งให้พระขจัดอวิชชา ดังนั้นจึงต้องพิจารณาให้ดีว่า สังคมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอย่างไร ถ้าหากมีแต่ความรู้ ไม่มีคุณธรรมก็ใช้ไม่ได้ หากมีแต่คุณธรรมไม่มีความรู้ก็ใช้ไม่ได้อีกเช่นกัน จะต้องให้ทั้งสองอย่างมีดุลยภาพกัน จะต้องให้ทั้งสองอย่างมี ทั้งสองอย่างเกิดถึงจะใช้ได้

ส่วนคำว่า “คุณธรรม” หมายความว่าอย่างไร คุณธรรมหมายถึงความสามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งใดดีสิ่งใดไม่ดี แล้วทำแต่สิ่งดีไปโดยตลอด อย่างนี้เรียกว่ามีคุณธรรม คือคิดเฉยๆไม่ได้ ต้องกระทำดีด้วย คือจะต้องแยกแยะได้ว่า อะไรไม่ดี แล้วทำแต่สิ่งที่ดี นั่นแหละเรียกว่าคุณธรรม


ดังนั้น ความรู้คู่คุณธรรม จึงหมายความว่าสามารถใช้โยนิโสมนสิการ สามารถใช้สติใช้กระบวนการขจัดอวิชชาต่างๆทั้งหลายทั้งปวงได้ ก่อให้เกิดปัญญาขึ้นมา คือพิสูจน์ได้เกิดเป็นองค์ความรู้ขึ้นมา แล้วนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อบ้านต่อเมืองต่อสังคม นั่นเรียกว่าความรู้ การเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยรามคำแหงในปัจจุบัน ได้สั่งสมความรู้ให้ลูกศิษย์จนได้รับการพิสูจน์ในทางวิชาการแล้วว่า การผลิตบัณฑิตมีคุณภาพ มีมาตรฐานเป็นที่ต้องการของบรรดานายจ้างทั้งหลาย นับเป็นความภูมิใจเป็นที่สุด

นอกจากนี้ คนเราจะต้องมีวิสัยทัศน์ คือ หยั่งรู้กาลในอนาคต สามารถคิดได้ว่าจะมีอย่างนั้นอย่างนี้เกิดขึ้นได้ไม่ใช่การคาดการณ์ แต่เป็นการมองเห็นภาพที่เป็นจริงได้ ตัวอย่างเช่นวันที่ลูกคลอดออกมา เติบโตขึ้น ก็จะประมาณได้ว่าจะเติบโตอย่างไร ต่อไปจะให้เรียนอะไร เรียนที่โรงเรียนไหน ถ้ามีปัญญาให้ลูกเรียนได้ก็จะเป็นมองเห็นอย่างนี้ก็คือวิสัยทัศน์ ไม่ใช่เรื่องเหาะเหินเดินอากาศได้ ไม่ใช่คำทำนาย ทุกคนก็คิดอย่างนี้ ถ้าหากฐานะของเราไม่ดี ต่อไปกาลภายหน้าไม่มีค่าเล่าเรียนจะเป็นอย่างไร เขาจะสามารถทำงานอะไร ก็ต้องคิดเป็นวงจรไป เวลาคิดก็ควรคิดเป็นวงจรให้ครบ ตั้งแต่วิสัยทัศน์ไปจนถึงวิสัยทำ จะต้องรู้จักวิธีการทำให้เกิดผล ต้องอดทน ต้องมีวิสัยทน

อีกประการหนึ่ง จะต้องทนงตนในชาติพันธุ์ จึงจะค้ำจุนความรู้คู่คุณธรรมได้ คำว่า ทนงตนในชาติพันธุ์นี้มิได้หมายความว่าให้หลงชาติ ไม่ได้หมายความว่าปลุกให้มีชาตินิยมอย่างไม่ลืมหูลืมตา ไม่รู้ว่าใครผิดใครถูก ไม่ใช่ เพราะฉะนั้น อย่าไปดูถูกใคร ในขณะเดียวกันก็อย่าไปวิตก เพราะฝรั่งกับไทยจะคิดกันคนละแบบ คนไทยจะคิดเป็นเส้นวน พอกลับมาที่เก่าก็ไม่ออกไปไหนตามรอบกันอยู่อย่างนั้นหมุนกันอยู่อย่างนั้นเป็นวัฐจักรไป แต่ฝรั่งวางกรอบความคิดเป็นบล็อกทำอะไรจะเป็นรูปสี่เหลี่ยม ฉะนั้น จะต้องรู้ว่าเขาคิดอะไร แต่ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ลืมเหมือนกันว่า การจะคิดอะไรแล้วนั้น ก็ทำได้เหมือนกัน ฝรั่งขับรถทางขวา ไทยขับรถทางซ้าย แตกต่างกันตรงไหน ต่างกันตรงซ้ายกับขวา สิ่งที่ไม่แตกต่างกันคือ ความคิดเดียวกันที่ว่า ขับรถไม่ให้ชนกัน ต้องมีกติกามารยาท จะเห็นได้ว่าไม่แตกต่างกัน ชาติพันธุ์ของเราเป็นคนช่างคิดช่างค้น แต่เสียอย่างเดียวไม่คิดต่อยอด อย่างคิดบั้งไฟทำไมไม่ไปให้ถึงอวกาศ

ในการคิดอะไรต่อมิอะไรทั้งหลายนั้น ทำไมไม่คิดต่อยอด ก็เพราะมองประโยชน์ส่วนตนเป็นใหญ่ การที่จะทนงตนในชาติพันธุ์นั้น คือ อยู่ในสังคมอย่างสันติสุขได้ โดยที่ไม่มีใครว่าจะด้อยกว่าใคร แล้วไม่ต้องยกตนข่มท่าน เพราะการเป็นครูกันคนละอย่าง จะเห็นได้ว่าเป็นข้อแก้กันไว้

ดังนั้น คนเราควรจะสำรวจตนเองว่าจะอยู่อย่างไรในสังคมนานาชาติได้อย่างสันติสุข ไทยเราจะอยู่อย่างไร คือฝรั่งคิดอย่างไรก็จะคิดอย่างนั้นไม่ใช่ ถ้าจะเอาอะไรไปขายเขาก็ต้องคิดอย่างเขา แต่ไม่ได้เอาอย่างเขา แต่ต้องรู้ว่าเขาคิดอะไร เช่น ถ้าจะทำกระเป๋าไปขายที่ประเทศฝรั่งเศส เราจะต้องรู้ว่าคนฝรั่งเศสใช้สีอะไร ฤดูไหนเขาใช้สีอะไร ฤดูไหนเขามีแนวคิดอย่างไร อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นเราจะต้องรู้ว่าเขาคิดอะไร ต้องรู้เท่าทันเขา เมื่อรู้ว่าเขาคิดอะไร ต้องเป็นอย่างเขาไหม ไม่จำเป็น ตะวันออกคือตะวันออก ตะวันตกคือตะวันตก คงจะเป็นเหมือนเขาไม่ได้ นอกจากเป็นไม่ได้แล้วในหลายเรื่อง ก็ต้องเรียนรู้ต่อไปว่า ในความเป็นไปไม่ได้นั้น ควรจะทำอะไรให้เป็นมรรคเป็นผลกับบ้านเมืองของเรา บ้านเมืองของเราจะอยู่อย่างไร ถ้าหากคนในระดับบัณฑิตไม่รู้จักรับผิดชอบ ไม่รู้จักสำนึกที่จะดูแลบ้านเมือง ถ้าคิดว่าหัวเราะเฮๆไปวันๆ สนุกสนานไปวันๆ คิดว่าจะได้รถรุ่นนั้นรุ่นนี้ ได้บ้านหลังนั้นหลังนี้ ก็ไม่ไหว บ้านเมืองจะอยู่อย่างไรจะต้องคิด จึงจะช่วยกันรักษาบ้านเมืองไว้ได้

มหาวิทยาลัยได้กำหนดเพิ่มภารกิจหลักที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ “การผลิตบัณฑิตที่มีความรู้คู่คุณธรรม” ในปีการศึกษา ๒๕๔๓ ได้เริ่มให้มีการสอนวิชา “ความรู้คู่คุณธรรม” คือ RU 100 และ RU 600 เป็นวิชาบังคับที่ทุกคนจะต้องเรียนโดยไม่นับหน่วยกิตและไม่เก็บค่าหน่วยกิต สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรีและโทตามลำดับ ทั้งนี้เพื่อเพิ่มพูนความรู้ด้านคุณธรรมรวมทั้งปลุกฝังจิตสำนึกให้นักศึกษานำไปประพฤติปฏิบัติด้วยเชื่อมั่นว่าการเรียนรู้ด้านคุณธรรมจะช่วยปลุกฝังรากฐานจิตใจให้ดีงาม ช่วยเสริมให้บัณฑิตรามฯ เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่าและมีคุณภาพของชาติต่อไปให้สมกับความต้องการของมหาวิทยาลัยที่มุ่งผลิตบัณฑิตที่มี “ความรู้คู่คุณธรรม” ผู้ซึ่งยึดหลักคุณธรรมนำชีวิตพร้อมอุทิศตนเพื่อประเทศชาติ ช่วยกันส่งเสริมสร้างพัฒนาสังคมให้เข้มแข็งและมีคุณภาพ ซึ่งจะเป็นการช่วยนำพาชาติบ้านเมืองให้ก้าวไปข้างหน้าด้วยความเจริญอย่างมั่นคงวัฒนาสถาพร และสันติสุขสืบไป.

ไทยต่างแดนออนไลน์

ไทยต่างเเดนฉบับล่าสุด

หน้าปกเล่มล่าสุด

เรื่องเด่นในเล่ม

กิจกรรมพิเศษ

เหตุการณ์พิเศษ-คนพิเศษ

ข่าวชุมชนไทย

Facebook Page

ลิงค์สำนักข่าวเเละทีวีไทย

7 บทความแก้ไขล่าสุด

  • banisangif
    ร้านอาหารไทยบ้านอีสาน
  • ร้านอาหารไทยบ้านเเก้ว
  • ร้านอาหารไทยอยุธยา
  • บริการนำเที่ยวทั่วโทย
  • hmt1
    ไทยต่่างเเดนรับสร้างบ้าน
  • ตู่คาราโอเกะ