ขอบคุณผู้สนับสนุนเว็บ

ไทยต่างเเดน.. รับสร้างบ้านคุณภาพ

. Posted in ADS

ไทยต่างเเดน.. รับสร้างบ้านคุณภาพ ระดับมาตรฐาน กับประสบการณ์ 30ปี รับเหมาก่อสร้างบ้านด้วยทีมงานเพื่อน9บริษัท ผนึกความคิดสร้างสรรค์ความสุขให้คนไทย

รับเหมาก่อสร้างบ้าน (ในประเทศไทย-ทั่วทุกภาค) บ้านชั้นเดียว -สองชั้น-สามชั้น หลากหลายสไตน์ตามเเบบที่ท่านต้องการด้วยวัสดุมาตรฐานที่ผ่านการรับรอง

HTD1

 ไทยต่างเเดน.. รับสร้างบ้านคุณภาพ ระดับมาตรฐาน กับประสบการณ์ 30ปี

ไทยต่างเเดน.. รับเหมาก่อสร้างบ้านด้วยทีมงานเพื่อน 9 บริษัท

ไทยต่างเเดน.. ผนึกความคิดสร้างสรรค์ความสุขให้คนไทย

รับเหมาก่อ สร้างบ้าน (ในประเทศไทย-ทั่วทุกภาค) บ้านชั้นเดียว -สองชั้น-สามชั้น หลากหลายสไตน์ตามเเบบที่ท่านต้องการด้วยวัสดุมาตรฐานที่ผ่านการรับรอง

HTD1
คิดจะมีบ้านสักหลังในเมืองไทย เเต่ขาดความรู้เรื่องก่อสร้าง ปรึกษาเราได้ตั้งเเต่การออกเเบบ เขียนเเบบ ขอใบอุญาตในการก่อสร้าง ตลอดจนการก่อสร้างบ้านในฝันที่คุณต้องการ
htd2
เรามีหนังสือตัวอย่างเเบบบ้านไว้ให้คุณได้เลือกอย่างหลากหลายรูปเเบบ

ติดต่อ ...เเดง ไทยต่างเเดน โทรฯ 00-45-255-990-72 Email : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.


การแนะนำคำขอสินเชื่อ

เตรียมความพร้อมเพื่อการมีบ้านหลังแรกเป็นของตนเอง(Preparing for Homeownership)

     การมีบ้านเป็นของตนเอง นับว่าเป็นความใฝ่ฝันของทุกคน  อย่างไรก็ตาม การทำความฝันให้เป็นจริงนั้น  ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องบ้านและการวางแผนการเงินที่ดี จึงจะทำให้การตัดสินใจซื้อบ้านเป็นไปอย่างถูกต้องสมหวัง ไม่มีปัญหาตามมาในภายหลัง  ทั้งนี้ เพราะการซื้อบ้านนับเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ เนื่องจากบ้านมีราคาสูงมากเมื่อเทียบกับรายได้

          1. 
ข้อดีของการมีบ้านเป็นของตนเอง หากคุณคิดจะซื้อบ้าน คุณอาจมีเหตุผลหลายอย่างในใจของคุณ ตั้งแต่เหตุผลส่วนตัว จนถึงเหตุผลทางเศรษฐกิจ เช่น เป็นสถานที่อยู่อาศัยของตนเอง บ้านคือวิมานของเราเป็นคำกล่าวเก่าแก่ที่ทุกคนคุ้นเคยดี บ้านถือว่าเป็นที่อยู่อาศัยที่เป็นของคุณเอง  คุณซื้อบ้านก็เพื่อสร้างความรู้สึกที่อิสระมั่นคงในการอยู่อาศัยและการสร้างครอบครัว  บางครั้งคุณอาจรู้สึกมีบ้านเป็นของตนเอง เพื่อมีพื้นที่มากพอในการเลี้ยงดูลูก และบางครั้ง อาจรู้สึกอยากมีบ้านเอง แทนที่จะเช่า เพื่อให้สามารถทำกิจกรรมภายในบ้านอย่างอิสระ ทั้งการปรับปรุงตกแต่งที่สอดคล้องกับรสนิยมและความพอใจส่วนตัว เป็นการลงทุน การซื้อบ้านสำหรับบางคน อาจจะมุ่งเพื่อเป็นการลงทุน หรือเพื่อประโยชน์ทางการเงิน  เช่น ซื้อเพื่ออยู่เองด้วย เพื่อแบ่งพื้นที่บางส่วนให้เช่า เพื่อหารายได้ด้วย เป็นต้น เป็นการออมทรัพย์  เมื่อคุณซื้อบ้าน ส่วนใหญ่มักต้องอาศัยเงินกู้จากสถาบันการเงิน ซึ่งมักจะสูงประมาณร้อยละ 80 ของราคาบ้าน และคุณจะต้องผ่อนชำระหนี้เป็นเงินงวดรายเดือน  

    
ดังนั้น ในการผ่อนชำระเงินงวดนี้ คุณจะสามารถสะสม เงินทุนเพิ่มขึ้นขึ้นเรื่อยๆ และเงินทุนนี้ สามารถเปลี่ยนเป็น เงินสดได้โดยการขายบ้านนั้น ตรงกันข้ามกับการเช่าบ้าน ซึ่งเงิน  “ค่าเช่าจะหายไปกับผู้ให้เช่า โดยผู้เช่า ไม่มีโอกาสสะสมทุนได้เลย ต้นทุนการอยู่อาศัยค่อนข้างคงที่ ในการซื้อบ้าน ผู้ซื้อต้องผ่อนชำระเงินงวดทุกเดือน ซึ่งโดยปกติสถาบันการเงินจะกำหนดในจำนวนเงินที่คงที่ตลอดระยะเวลากู้ (20 – 30 ปี) ซึ่งเงินงวดที่ผ่อนนี้ เมื่อคุณมี่รายได้เพิ่มขึ้นในปีต่อๆมา คุณจะรู้สึกเบาภาระขึ้นทุกขณะ ในขณะที่ค่าเช่า มักจะมีการปรับเพิ่มขึ้นเสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจดี หรือความต้องการเช่ามีสูง มูลค่าที่อยู่อาศัยเพิ่มสูงขึ้น โดยทั่วไป ที่อยู่อาศัย จะมีมูลค่าสูงขึ้นตลอดเวลา (ยกเว้นในภาวะเศรษฐกิจวิกฤติ หรือตกต่ำพิเศษ) และมักจะเพิ่มสูงกว่าการนำเงินฝากธนาคาร  ดังนั้น การซื้อบ้าน นอกจากจะได้ อยู่อาศัยเองแล้ว ยังอาจขายต่อได้กำไรด้วย

    
ประโยชน์ทางภาษีอากร ผู้ซื้อบ้านได้รับประโยชน์ทางภาษีอากร ได้แก่ การนำเงินดอกเบี้ยที่จ่ายชำระค่าผ่อนบ้านให้กับสถาบันการเงินในแต่ละปี นำมาหักเป็นค่าลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดา ได้สูงถึง 50,000 บาท ในขณะที่ผู้เช่า ไม่มีโอกาสเช่นนี้ ดังนั้น ผู้ซื้อบ้านและผ่อนบ้านจึงสามารถประหยัดเงินในส่วนนี้ได้ทุกปี 

          2.
ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการซื้อบ้าน แม้ว่าการซื้อบ้าน จะก่อประโยชน์หลายอย่างดังกล่าวข้างต้น  แต่การซื้อบ้าน เป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ต้องใช้เวลาเสาะหาพอสมควร และต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น   รวมทั้งอาจก่อปัญหาตามมาได้หากผู้ซื้อไม่เข้าใจกระบวนการ หรือไม่วางแผนการเงินอย่างรอบคอบ 

    
ค่าใช้จ่ายสูง ในการซื้อบ้าน ผู้ซื้อบ้านหลังแรกมักจะต้องเก็บสะสมเงินดาวน์ประมาณร้อยละ 20 ของราคาซื้อขาย และกู้อีกประมาณร้อยละ 80 ของราคา โดยต้องทำสัญญากู้และผ่อนชำระหนี้นานประมาณ 20-30 ปี   ซึ่งในช่วงแรกของการกู้เงิน (ประมาณ 1-3 ปีแรก)  ผู้ซื้อบ้านมักจะจ่ายเงินงวดที่สูงกว่าค่าเช่า  รวมทั้งอาจต้องรับภาระจ่ายค่าอื่นๆอีก เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าดูแลทรัพย์ส่วนกลาง  ซึ่งผู้กู้อาจต้องประหยัดค่าใช้จ่ายในช่วงนี้มากเป็นพิเศษ

    
โอกาสถูกยึดบ้านเพื่อบังคับจำนอง  การกู้เงินซื้อบ้าน เป็นพันธะของผู้กู้ที่จะต้องชำระหนี้เงินงวดทุกเดือนให้กับสถาบันการเงิน ดังนั้น หากผู้กู้ มีปัญหาทางการเงิน ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด ก็อาจจะถูกฟ้องร้องต่อศาล เพื่อบังคับจำนองนำบ้านที่เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการชำระหนี้นั้น  ออกขายทอดตลาด เพื่อนำเงินที่ได้มาชำระหนี้ นอกจากนั้น หากผู้กู้ค้างชำระหนี้นานมาก หนี้ (ที่เป็นเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย) จะสะสมสูง จนมากกว่ามูลค่าบ้านที่ขายได้ในตลาด ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น นอกจากผู้กู้จะสูญเสียบ้านแล้ว  สถาบันการเงินยังมีสิทธิไล่เบี้ย โดยการนำยึดทรัพย์สินอื่นๆของผู้กู้ได้อีก หรือหากมีมาก ก็อาจฟ้องร้องผู้กู้ให้เป็นบุคคลล้มละลายได้  

    
โอกาสย้ายถิ่นมีน้อยลง เจ้าของบ้าน จะมีโอกาสในการย้ายถิ่นที่อยู่น้อยกว่าผู้เช่าบ้าน เนื่องจากจะต้องขายบ้านออกไปก่อน และหาซื้อบ้านใหม่ ในขณะที่ผู้เช่าบ้านสามารถย้ายที่อยู่ใหม่ได้ง่าย โดยเพียงแจ้งผู้เช่าล่วงหน้า 1-2 เดือนเท่านั้น ดังนั้น หากคุณคิดว่าจะไม่อยู่ที่ใดนานนัก การซื้อบ้านก็อาจไม่เหมาะสมสำหรับคุณ

    
ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง การมีบ้านเป็นของตนเองนั้น เจ้าของบ้านมีภาระที่จะต้องดูแลรักษาบ้านตลอดเวลา  หากชำรุดเสียหาย ก็จำเป็นต้องซ่อมแซมด้วยค่าใช้จ่ายของตนเอง  ตรงกันข้ามกับการเช่า ซึ่งภาระด้านนี้มักเป็นของเจ้าของบ้าน 

          3.
คุณสามารถจะซื้อบ้านได้ไหม ? หากคุณตัดสินใจแล้วว่าจะซื้อบ้านเป็นของตนเองประการแรกที่คุณต้องคิดคือต้องประเมินว่าคุณสามารถจะซื้อบ้านได้หรือไม่ คุณไม่จำเป็นต้องมีบ้านหลังแรกที่เป็นคฤหาสน์ราคาแพง  จนต้องแบกภาระผ่อนบ้านจนแทบไม่มีเงินเหลือทำอย่างอื่นเลย  หรือจนต้องเสี่ยงกับการค้างชำระหนี้ จนต้องถูกบังคับจำนองขายทอดตลาดบ้านในภายหลัง

               3.1
การวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายในปัจจุบัน ในการซื้อบ้าน นอกจากผู้ซื้อจะต้องมีเงินออมสะสมประมาณร้อยละ 20 ของราคาแล้ว ผู้กู้เงินจะต้องมีภาระค่าใช้จ่ายต่อเดือน (เช่น ค่าผ่อนชำระเงินกู้ ค่าใช้จ่ายดูแลทรัพย์ส่วนกลาง ค่าน้ำและค่าไฟ เป็นต้น) ซึ่งรวมกันแล้ว อาจจะสูงกว่าค่าเช่า ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น คุณต้องทบทวนแล้วว่าคุณสามารถจะซื้อบ้านได้หรือไม่ คุณจะยังมีเงินเหลือจากการจ่าย ค่าเงินงวดและค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่นๆหรือไม่ หากไม่ คุณก็จะต้องเปลี่ยนแปลงนิสัยการใช้จ่ายเงินเสียใหม่ ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อบ้าน ในกรณีที่คุณไม่เคยทำบัญชีการใช้จ่ายเงินมาก่อน คุณอาจไม่ทราบถึงรายการค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนที่ชัดเจนนัก  ดังนั้น เวลาจะซื้อบ้าน คุณจะต้องพิจารณารายการค่าใช้จ่ายประจำเดือนอย่างจริงจัง โดยแยกเป็นหมวดหมู่ที่ชัดเจน เช่น ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย ค่าใช้จ่ายอื่นๆ (เช่น ค่าอาหาร ค่าเสื้อผ้าเครื่องแต่งตัว  ค่าผ่อนรถ ค่าน้ำมันรถ  ค่าเดินทาง และค่าโทรศัพท์ เป็นต้น) บางรายการเป็นค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างจะคงที่ในแต่ละเดือน แต่บางรายการอาจไม่แน่นอน ดังนั้น ในการซื้อบ้าน หากคุณเห็นว่าสำคัญ คุณอาจต้องลดค่าใช้จ่ายบางรายการ หรือต้องอดทนงดค่าใช้จ่ายเหล่านั้นไปก่อนในช่วงแรกๆ หากคุณทดลองคำนวณดูค่าใช้จ่ายใหม่หลังจากมีบ้านแล้ว คุณคิดว่าสามารถรับภาระได้  ก็แปลว่า คุณพร้อมแล้วสำหรับการมีบ้านเป็นของตนเอง 

               3.2
ค่าใช้จ่ายในการซื้อบ้านและผ่อนบ้าน เรามาลองดูกันให้ละเอียดขึ้นว่า ในการซื้อบ้านเพื่อเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองนั้น จะมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง

                    1.
ค่าใช้จ่ายก่อนเข้าอยู่บ้านใหม่ 
                       
เงินดาวน์ : โดยทั่วไปผู้ซื้อบ้าน จะต้องกู้เงินจากสถาบันการเงิน ซึ่งมักจะให้กู้ในวงเงินประมาณร้อยละ 80 ของราคาซื้อขาย หรือมูลค่าประเมิน  ดังนั้น ผู้ซื้อบ้านจึงจำเป็นต้องมีเงินดาวน์จำนวนหนึ่งประมาณร้อยละ 20 ของ ราคาซื้อขาย  และยิ่งผู้ซื้อบ้านมีเงินดาวน์สูงมากเท่าใด สถาบันการเงินก็จะเต็มใจปล่อยกู้มากเพียงนั้น
      
                       
ค่าใช้จ่ายในการโอนบ้าน : โดยทั่วไป ผู้ซื้อบ้านจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนจำนอง และอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายให้กับกรมที่ดินในการโอนสิทธิและนิติกรรม (เว้นแต่ผู้ขายจะออกให้)

                       
ค่าใช้จ่ายในการกู้เงิน : ผู้กู้เงินจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการประเมินค่าบ้านที่จะจำนองเป็นหลักประกัน และค่าใช้จ่ายในการยื่นกู้ด้วย

                       
ค่าใช้จ่ายในการย้ายเข้าบ้านใหม่ : ผู้ซื้อบ้านจะมีค่าใช้จ่ายในการย้ายบ้านจาก  ที่เดิมไปยังบ้านใหม่ เช่น ค่าขนย้ายสิ่งของ ค่าซ่อมบำรุงบ้านใหม่ ค่าซื้ออุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้าน เป็นต้น

                    2.
ค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง ภายหลังการกู้เงิน และเข้าอยู่อาศัยแล้ว ผู้ซื้อบ้านจะมีค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง ดังนี้
                       
ค่าเงินงวดรายเดือนชำระเงินกู้ : เงินงวดรายเดือนที่ผู้กู้จะต้องจ่ายนั้น (เป็นค่าดอกเบี้ย และค่าหักชำระเงินต้น) มากหรือน้อยจะขึ้นกับตัวแปร 3 ตัว ได้แก่ วงเงินกู้ ระยะเวลากู้และอัตราดอกเบี้ย
                            - 
หากเงินกู้คงที่ เงินงวดจะขึ้นกับระยะเวลากู้  หากกู้นาน  เงินงวดก็จะน้อยกว่ากู้สั้น (ดังนั้น ผู้กู้ซื้อบ้านหลัง แรก จึงมักจะกู้นานไว้ก่อน 20-30 ปี) 
                            - 
หากเงินกู้คงที่ ระยะเวลากู้คงที่ เงินงวดจะมากหรือน้อยขึ้นกับ  อัตราดอกเบี้ย กล่าวคือหากอัตราดอกเบี้ยสูง เงินงวดก็จะสูงตามไปด้วย

                       
ค่าประกันอัคคีภัย และค่าประกันชีวิตเพื่อที่อยู่อาศัย : โดยทั่วไป ผู้กู้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายค่าประกันอัคคีภัย ตัวอาคารด้วย นอกจากนั้น หากมีการทำประกันชีวิตเพื่อที่อยู่อาศัย  ก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นค่าประกันนี้ด้วย

                       
ค่าใช้จ่ายในการอยู่อาศัย : ค่าใช้จ่ายต่อเนื่องได้แก่ ค่าน้ำ ค่าไฟ  ค่าดูแลชุมชนหรือค่าดูแลทรัพย์ส่วนกลาง  (กรณีห้องชุด) และค่าซ่อมบำรุงที่อาจเกิดขึ้นได้เป็นครั้งคราว  ดังนั้น ผู้ซื้อบ้านจะต้องเตรียมเงินส่วนนี้ไว้ให้
                       
พร้อมเสมอ เมื่อคุณพิจารณารายจ่ายเหล่านี้แล้ว เห็นว่าสามารถรับภาระได้ คุณก็สามารถซื้อบ้านได้ แต่จะซื้อบ้านได้ในราคาประมาณเท่าใด จะซื้อบ้านในแบบใด และจะผ่อนเงินงวดเดือนละเท่าใด

ที่มาข่าว...ธนาคารอาคารสงเคราะห์


ขั้นตอนและวิธีการเลือกซื้อบ้าน
บ้านเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่มีราคาแพงที่สุด และยังเป็นทรัพย์สินที่มีราคาแพงที่สุดในช่วงชีวิตของคนๆ หนึ่ง การซื้อบ้านหนึ่งหลังจึงอาจจะซื้อได้ครั้งเดียวในชีวิต ดังนั้นการเลือกและการตัดสินใจซื้อบ้านจึงเป็นเรื่องสำคัญ สำหรับผู้ที่ปรารถนาอยากจะมีบ้านเป็นคนตัวเอง แต่เนื่องจากแต่ละคนไม่ค่อยจะมีประสบการณ์หรือความรู้ในการเลือกซื้อบ้านมากนัก ด้วยความที่เป็นทรัพย์สินที่หาซื้อกันไม่บ่อย ทำให้การเลือกและตัดสินใจซื้ออาจเกิดขึ้นตามแรงจูงใจและการโฆษณาของผู้ขายเสียเป็นส่วนใหญ่ โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงความต้องการที่แท้จริงของผู้อยู่อาศัยและเกิดปัญหาขึ้นมากมายภายหลังการเข้าอยู่อาศัย

         ดังนั้นก่อนที่จะคิดตัดสินใจซื้อบ้าน ควรจะพิจารณาหลักการในเบื้องต้นเพื่อให้บ้านที่จะซื้อเป็นที่อยู่อาศัยที่มีคุณค่าอย่างแท้จริงสำหรับผู้อยู่อาศัย โดยมีวิธีเลือกซื้อที่เป็นขั้นตอนอย่างกว้างๆ ทั้งการซื้อบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ หรือห้องชุด ดังนี้          

         -การพิจารณาทำเลที่ตั้งโครงการ  หลังจากที่ผู้ซื้อประเมินกำลังเงินของตัวเองอย่างถี่ถ้วนแล้วว่า รายได้ของครอบครัวเหมาะสมที่จะซื้อที่อยู่อาศัยในประเภทไหน และสามารถผ่อนส่งได้โดยไม่เดือดร้อน สิ่งแรกที่ผู้ซื้อจะต้องปฏิบัติ คือ การหาข้อมูลเบื้องต้นของบ้านที่ต้องการซื้อ โดยยึดเอาทำเลที่ตั้งที่สมาชิกในครอบครัวสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกที่สุด มาเป็นข้อพิจารณาอันดับแรก ได้แก่ การเดินทางไปสถานที่ทำงาน หรือสถานศึกษาของสมาชิกในครอบครัว ระบบโครงข่ายคมนาคมที่มีระบบขนส่งรองรับ ทำให้การเดินทางเพื่อปฏิบัติภารกิจประจำวันสะดวกรวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งการเลือกทำเลที่ตั้งของบ้านจะพิจารณาจากความเหมาะสมกับความต้องการ และวิถีชีวิตของคนในครอบครัวเป็นหลัก  สำหรับข้อมูลในเบื้องต้นผู้ซื้อจะสามารถหาได้จากสื่อหนังสือพิมพ์  หรือนิตยสารที่เกี่ยวกับการซื้อ-ขายบ้าน หรือในเว็บไซต์ที่เปิดให้บริการข้อมูลการซื้อบ้าน ที่เพิ่มความสะดวกและรวดเร็ว ในการเลือกหาโครงการในทำเลที่ต้องการ เช่น เว็บไซต์ www.GHBHomeCenter.com ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ รวมทั้งข้อมูลจากโบร์ชัวร์โฆษณาของโครงการ และงานแสดงบ้านที่จัดขึ้นในโอกาสต่างๆ จะเป็นแหล่งที่ผู้ซื้อสามารถที่จะเก็บข้อมูลโครงการบ้านต่างๆ ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

         -เลือกโครงการ และราคาที่เหมาะสม เมื่อผู้ซื้อได้ทำเลที่ต้องการแล้ว ในแต่ละทำเล จะมีโครงการที่ให้ผู้ซื้อเลือกอย่างมากมายทั้งโครงการขนาดใหญ่ และขนาดเล็ก สิ่งที่จะต้องพิจารณาในขั้นตอนต่อไป คือ การพิจารณาเลือกโครงการ และราคาที่เหมาะสม สำหรับโครงการที่ดีนั้นควรจะมีสาธารณูปโภค และสาธารณูปการที่ครบถ้วน  เช่น ถนน ท่อระบายน้ำ ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ได้มาตรฐานตามที่กฎหมายการจัดสรรที่ดินกำหนด หรือไม่  สิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการ  เช่น สระว่ายน้ำ สวนสาธารณะ หรือสปอร์ตคลับ  มีตรงตามความต้องการของผู้ซื้อหรือไม่ ในบริเวณใกล้เคียงโครงการมีโรงเรียน  โรงพยาบาล หรือศูนย์การค้าหรือไม่ รวมถึง สภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกโครงการ เหมาะสมกับการอยู่อาศัยของสมาชิกในครอบครัวหรือไม่ 

    
นอกจากนั้น สิ่งที่ต้องคำนึงถึงอีกประการหนึ่ง คือ บริษัทหรือเจ้าของโครงการ มีความน่าเชื่อถือมีประสบการณ์ ในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยมากน้อยเพียงใด โดยพิจารณาจากประวัติชื่อเสียง และผลงานในอดีต เพื่อเป็นเครื่องรับประกันในขั้นต้นว่า ผู้ซื้อจะได้บ้านที่มีมาตรฐานทั้งด้านความมั่นคงแข็งแรง และก่อสร้างบ้านให้ตามเงื่อนไขที่ตกลงกันอย่างตรงเวลา ในกรณีนี้ผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์และมีความเป็นมืออาชีพ จะได้เปรียบกว่าผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่ยังไม่เคยมีผลงานในการก่อสร้างเลย สำหรับเรื่องราคาเป็นสิ่งหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ผู้ซื้อ จะต้องพิจารณาให้ตรงกับกำลังซื้อที่มีอยู่ แต่อย่างไรก็ตาม การซื้อบ้านโดยคำนึงถึงราคาที่ถูกที่สุด ไม่ใช่เหตุผลที่ถูกต้องเสมอไป  เพราะโครงการที่มีราคาถูกอาจจะก่อสร้างบ้านไม่ได้มาตรฐาน  หรือใช้วัสดุที่มีคุณภาพต่ำระยะการใช้งานน้อย ทำให้ชำรุดทรุดโทรมได้ง่ายเสีย ค่าซ่อมแซมบำรุงรักษา ในระยะยาวกว่าบ้านที่มีราคาสูง แต่ใช้วัสดุอุปกรณ์ที่มีคุณภาพสูงและได้มาตรฐาน ดังนั้นการพิจารณาเรื่องราคาบ้าน ในโครงการประเภทเดียวกันขนาดเท่ากันจะคำนึงถึงความคุ้มค่ามากกว่า โดยพิจารณาในแง่ของราคาที่ดิน ราคาค่าก่อสร้าง และคุณภาพของตัวบ้านเป็นประเด็นหลักการเลือกโครงการ และราคาที่เหมาะสม ผู้ซื้อจะสามารถนำโครงการที่อยู่ในทำเลเดียวกันมาเปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย ในจุดต่างๆ ได้ เพื่อคัดเลือกโครงการ และบ้านที่มีราคาเหมาะสมคุ้มค่ากับการซื้อ การพิจารณาเปรียบเทียบจะทำให้ผู้ซื้อตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่า ผู้ซื้อจะตัดสินใจเลือกซื้อบ้าน ในโครงการไหนราคาเท่าไหร่ โดยการเปรียบเทียบทั้งด้านสาธารณูปโภค สาธารณูปการ สิ่งอำนวยความสะดวก สภาพแวดล้อม ราคาซื้อขายต่อตารางเมตร คุณภาพวัสดุที่ใช้ก่อสร้าง ผู้ซื้อสมควรเปรียบเทียบข้อมูลจากการไปดูสถานที่ซึ่งเป็นที่ตั้งโครงการจริง นำมาประมวลโดยการให้คะแนนในเรื่องต่างๆ รวมทั้งการปรึกษากับสมาชิกในครอบครัว และสอบถามจากผู้ที่ซื้อบ้านอยู่ในโครงการนั้นๆ ผู้ซื้อจะได้บ้านในโครงการที่ตรงกับความต้องการมากที่สุด
           
          -
การเลือกตำแหน่งที่ดินและแบบบ้าน เมื่อผู้ซื้อสามารถเลือกโครงการและราคาที่เหมาะสมได้แล้ว สิ่งที่ผู้ซื้อจะต้องพิจารณาในขั้นต่อไป คือ การเลือกตำแหน่งที่ดินและแบบบ้าน สำหรับเรื่องตำแหน่งที่ดินในโครงการจะเลือกแปลงที่เหมาะสมตามความต้องการของผู้ซื้อ เช่น อยู่ใกล้สวนสาธารณะ เพื่อต้องการสัมผัสความเป็นธรรมชาติและสะดวกในการออกกำลังกาย ต้องการอยู่ด้านในโครงการเพื่อต้องการความสงบเงียบ แต่อาจจะเกิดปัญหาด้านความปลอดภัยในทรัพย์สิน ในกรณีที่โครงการไม่สามารถจัดเวรยามได้เพียงพอ หรือต้องการอยู่ด้านหน้าโครงการเพื่อความสะดวกในการเดินทางหรือต้องการประกอบกิจการค้าขายเล็กๆ น้อยๆ เป็นต้น   สิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ซื้อเป็นหลัก นอกจากนั้นผู้ซื้อจะต้องคำนึงถึงราคาบ้านที่เลือกในแต่ละแปลงซึ่งจะมีความแตกต่างกันออกไปอีกด้วย สำหรับแบบบ้าน ก็เช่นเดียวกัน การเลือกขึ้นอยู่กับความชอบ และความต้องการของผู้ซื้อ เป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งในปัจจุบันแต่ละโครงการจะมีแบบบ้านให้ผู้ซื้อเลือกอย่างมากมาย ทั้งสไตล์ร่วมสมัย สไตล์โมเดิร์น  หรือสไตล์ไทยประยุกต์ ที่กำลังเป็นที่นิยม แต่ในขณะเดียวกันผู้ซื้อ จะต้องคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยภายในบบ้านที่เหมาะสมกับความต้องการ และความสะดวกสบายในการอยู่อาศัยเป็นเรื่องสำคัญ ประโยชน์ใช้สอยที่เหมาะสม อาทิเช่น มีห้องต่างๆ ตรงกับความต้องการ ไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป สามารถติดต่อกันภายในระหว่างห้องได้สะดวกไม่ต้องขึ้นๆ ลงๆ ป้องกันแดด  ฝนได้ดี มีการถ่ายเทอากาศดี ซึ่งรูปแบบบ้านจะต้องเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศของประเทศนั้นๆ การนำแบบบ้านในต่างประเทศมาใช้ จะต้องมีการปรับปรุงประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมด้วยเช่นกัน วิธีและขั้นตอน ดังที่กล่าวข้างต้น ช่วยทำให้ผู้ซื้อสามารถตัดสินใจเลือกซื้อบ้าน ได้อย่างเหมาะสมกับสภาพความเป็นอยู่และการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยที่ไม่ต้องมานั่งเสียใจในภายหลัง เพราะเลือกซื้อบ้านที่ไม่คุ้มค่ากับการอยู่อาศัย

ที่มาข่าว...ธนาคารอาคารสงเคราะห์


คู่มือการซื้อบ้านและการกู้เงิน

เคล็ดลับการกู้เงินซื้อบ้าน

              การปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน แม้เวลานี้เงื่อนไขจะดูเข้มงวดขึ้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าธนาคารจะไม่ปล่อยสินเชื่อเอาเสียเลย ตรงกันข้าม ธนาคารนั้นมีอัตราการแข่งขันกันสูงขึ้นเพื่อปล่อยกู้ให้กับผู้ที่ธนาคารเห็นว่ามีเครดิตที่ดีพร้อมตามเกณฑ์ที่ธนาคารตั้งไว้ ปกติคนส่วนใหญ่ยังจำเป็นต้องใช้แหล่งเงินจากธนาคารในการซื้อบ้าน การขอสินเชื่อหรือกู้เงินจึงเป็นเรื่องสำคัญขั้นตอนหนึ่งในการซื้อบ้านเลยทีเดียว การจะขอสินเชื่อจากธนาคารจึงควรที่จะต้องมีเครดิตที่ดี ไม่ติดบัญชีดำของศูนย์ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือเครดิตบูโรที่ผู้ซื้อบ้านควรจะตรวจเช็คข้อมูลก่อนที่คิดจะซื้อบ้าน

             
เรื่องสำคัญอีกเรื่อง คือ การซื้อบ้านควรจะต้องมีเงินออม เพราะธนาคารส่วนใหญ่จะไม่ปล่อยกู้เต็มจำนวนของราคาซื้อขาย ปกติจะให้สินเชื่ออยู่ที่ 70-90% ส่วนต่างที่เหลือ ผู้ซื้อบ้านจึงจำเป็นต้องมีเงินออม เพื่อใช้จ่ายในการซื้อบ้านและเป็นข้อมูลที่ธนาคารใช้พิจารณาเครดิตของคนขอสินเชื่อบ้านด้วยก่อนที่จะซื้อบ้านและกู้เงินจะต้องประเมินกำลังซื้อของตัวเองจากรายได้ที่มีอยู่ทั้งของตัวเองและของครอบครัวว่าสามารถซื้อบ้านได้ในราคาเท่าไร การประเมินกำลังซื้อบ้านและการขอสินเชื่อสามารถขอคำปรึกษากับธนาคารได้ หรืออาจใช้เครื่องคำนวณอัตโนมัติที่มีให้บริการอยู่ในหลายเว็บไซด์ก็สามารถประเมินค่าเงินได้ในเบื้องต้น

ข้อแนะนำ:
              คนมีรายได้น้อย ควรเลือกผ่อนในระยะเวลาที่นานขึ้น 20-30 ปี เพื่อให้เงินงวดที่จะผ่อนมีจำนวนลดลง โดยทั่วไปธนาคารมักให้วงเงินกู้ประมาณ 15-30 เท่าของรายได้ อาจลดหลั่นมากน้อยตามแต่กลุ่มอาชีพ ธนาคารมักกำหนดเงินงวดต่อเดือนประมาณ 25-30% ของรายได้รวมของผู้กู้ เช่น รายได้ 2 หมื่นบาท/เดือน ควรผ่อนอยู่ที่ 5,000-6,000 บาท/เดือน
การพิจารณาสินเชื่อของธนาคาร

             
การพิจาณาอนุมัติเงินกู้ของสถาบันการเงินแต่ละแห่งอาจใช้เวลาเร็วช้าต่างกัน แต่โดยทั่วไปแล้วการยื่นกู้จนถึงอนุมัติให้กู้ของสถาบันการเงินในปัจจุบันจะใช้เวลาประมาณ 10-20 วันทำการ โดยจะมีขั้นตอนการพิจารณาที่คล้ายคลึงกัน คือ ผู้กู้จะต้องติดต่อขอแบบฟอร์มและยื่นความจำนงขอกู้พร้อมทั้งนำหลักฐานประกอบการขอกู้ให้ครบตามที่ธนาคารกำหนด จากนั้นในการยื่นกู้สถาบันการเงินจะเก็บค่าธรรมเนียมประเมินราคา

หลักประกัน
             
สถาบันการเงินจะทำการสำรวจและประเมินราคาบ้านและที่ดินที่จะนำมาเป็นหลักประกัน ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 2-5 วัน จากนั้นจะพิจารณาคำขอกู้โดยวิเคราะห์รายได้และหลักประกันของผู้กู้ รวมทั้งปัจจัยอื่นๆและจะแจ้งผลการขอกู้ทรัพย์ที่ผู้กู้นำมาเป็นหลักประกัน ในกรณีที่ผู้กู้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ก็สามารถบังคับเอาจากหลักประกันได้
วงเงินกู้และระยะเวลาที่ขอกู้

             
เมื่อผู้ซื้อบ้านคิดจะกู้เงินมักคิดตั้งคำถามกับตนเองเสมอว่าจะกู้ในระยะเวลานานแค่ไหน ซึ่งโดยทั่วไปธนาคารจะให้กู้ตั้งแต่ 5-30 ปี การตัดสินใจตรงนี้จะขึ้นอยู่กับวงเงินกู้ และความสามารถในการผ่อนชำระเงินกู้ของผู้กู้ เพราะหากผู้กู้ต้องการวงเงินกู้สูงแต่ความสามารถในการผ่อนชำระค่อนข้างต่ำ จึงจำเป็นต้องขยายเวลาออกไปให้นานที่สุดเป็น 25-30 ปี เพื่อที่จะให้เงินงวดลดลงจนถึงจุดที่สามารถผ่อนชำระได้เพราะในวงเงินกู้เท่ากัน อัตราดอกเบี้ยเท่ากันยิ่งใช้เวลาผ่อนนานมากขึ้น
เงินงวด

             
โดยทั่วไปวงเงินกู้ที่สถาบันการเงินให้กู้จะอยู่ที่ประมาณ 70-80% ของราคาประเมินหรือราคาซื้อขาย แต่ในปัจจุบันตลาดมีการแข่งขันสูง สถาบันการเงินทำข้อตกลงกับโครงการจัดสรรหรือโครงการที่ธนาคารให้การสนับสนุนทางด้านการเงิน ธนาคารอาจจะให้วงเงินกู้สูงถึง 90-100% ของราคาประเมินหรือราคาซื้อขาย ส่วนระยะเวลากู้ธนาคารมักกำหนดระยะเวลากู้นานสูงสุดประมาณ 15-30 ปี (ขึ้นอยู่กับหลักทรัพย์ที่นำมาค้ำประกัน) แต่ธนาคารส่วนใหญ่มักกำหนดให้ระยะเวลากู้เมื่อรวมกับอายุผู้กู้แล้วต้องไม่เกิน 65-70 ปี เช่น อายุ 40 ปี จะกู้ได้สูงสุด 30 ปี เป็นต้นสำหรับผู้กู้ที่มีกำลังผ่อนในปัจจุบันในระยะเวลา 15 ปีหรือ 20 ปี หากคาดการณ์ว่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้าภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัวจะสูงขึ้นจะทำให้มีปัญหาการผ่อนชำระได้ อาจจะขยายระยะเวลากู้เป็น 25-30 ปีก็เป็นได้เพื่อเงินงวดที่ผ่อนต่อเดือนน้อยที่สุด เพราะในภายหลังเมื่อครอบครัวมีรายได้เพิ่มขึ้นก็สามารถชำระเงินงวดเพิ่มขึ้นจากที่กำหนดไว้เดิมได้ เช่น เดิมผ่อนเดือนละ 8,000 บาท ก็อาจจะเพิ่มเป็นเดือนละ 10,000 บาท หรือมากกว่าก็ได้ซึ่งจะทำให้หนี้เงินกู้หมดเร็วขึ้น

             
ดังนั้นเงินกู้ตามสัญญาเดิม 25 ปี ก็อาจจะผ่อนหมดในเวลาสั้นลงเหลือเพียงประมาณ 10 ปี แต่จะกู้ได้นานสูงสุดกี่ปีนั้นจะขึ้นอยู่กับอายุของผู้กู้ด้วย โดยธนาคารส่วนใหญ่จะกำหนดว่าเมื่อรวมอายุของผู้กู้บวกกับระยะเวลากู้แล้วต้องไม่เกิน 60 หรือ 70 ปี ขึ้นอยู่กับแต่ละสถาบันการเงินจะกำหนด ยกตัวอย่างเช่น ธนาคารอาคารสงเคราะห์ได้กำหนดอายุของผู้กู้ เมื่อรวมกับระยะเวลากู้ ต้องไม่เกิน 70 ปี เพราะฉะนั้นถ้าผู้กู้อายุ 50 ปี จะสามารถกู้ได้ยาวที่สุดเพียง 70-50 = 20 ปีเท่านั้น แต่กู้สั้นหรือยาวนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ของผู้กู้เป็นหลัก หากกู้ระยะเวลาสั้นผู้กู้ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยมาก แต่ต้องจ่ายเงินงวดต่อเดือนสูง อย่างไรก็ตามหากผู้กู้มีรายได้น้อยในปีแรกๆ หรือต้องการผ่อนสบายๆเมื่อมีรายได้มากขึ้นก็ค่อยโปะภายหลังก็ได้หรืออาจขอกู้ระยะเวลานานจะดีกว่า

ที่มาข่าว....ธนาคารอาคารสงเคราะห์


เงินกู้ สินเชื่อบ้าน ยูโอบี โฮมโลน

ต่อให้เลือกบ้านที่ดีแค่ไหน ความสุขคงไม่เต็มที่ ถ้าต้องกังวลเรื่องการผ่อนบ้านวันนี้ธนาคารยูโอบี พร้อมสนับสนุนให้คุณมีบ้านที่อบอุ่น โดยไม่ต้องกังวลเรื่องภาระการผ่อนบ้านด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ ของบริการสินเชื่อบ้าน ยูโอบี โฮมโลน บริการสินเชื่อระยะยาว เพื่อให้คุณและครอบครัวได้มีบ้านที่ถูกใจและสบายในอนาคต ด้วยการอนุมัติวงเงินกู้สูงสุดถึง 10 ล้านบาท สำหรับประเภทบ้านเดี่ยวทาวน์เฮ้าส์ และคอนโดมิเนียม

ลักษณะผลิตภัณฑ์

กรณีซื้อบ้านใหม่ วงเงินกู้สูงสุด 95 % ของราคาซื้อขาย แต่ไม่เกิน 100 %ของราคาประเมิน  และ90% สำหรับต่างจังหวัด (กรณีคอนโดมิเนียมวงเงินกู้สูงสุด 95% ของราคาซื้อขาย แต่ไม่เกิน 100 %ของราคาประเมิน และ 75% สำหรับต่างจังหวัด )

กรณีไถ่ถอนจากสถาบันการเงิน อนุมัติวงเงินไม่เกิน 95% ของราคาประเมิน และ 85%สำหรับต่างจังหวัด (กรณีคอนโดมิเนียม วงเงินกู้สูงสุด 95%ของราคาประเมิน  และ 80% สำหรับต่างจังหวัด)

กรณีซื้อบ้านมือสอง วงเงินกู้สูงสุด 90% ของราคาประเมิน และ 80% สำหรับต่างจังหวัด (กรณีคอนโดมิเนียมวงเงินกู้สูงสุด 90% ของราคาประเมิน และ 75% สำหรับต่างจังหวัด)

กรณีเพื่อก่อสร้างบ้าน วงเงินกู้สูงสุด 85% ของราคาประเมินที่ดินรวมกับค่าก่อสร้างบ้าน(70% ของราคาประเมินที่ดิน บวก 100% ของราคาประเมินค่าก่อสร้างบ้าน)

หมายเหตุ หากราคาหลักประกันเท่ากับหรือมากกว่า 10 ล้านบาท วงเงินให้กู้สูงสุดเท่ากับ 70% ของราคาประเมินสำหรับทุกกรณี

เลือกผ่อนชำระเป็นรายเดือนได้นานสูงสุด 30 ปี (25 ปี สำหรับคอนโดมิเนียมในเขตปริมณฑล และ 20 ปีสำหรับคอนโดมิเนียมในต่างจังหวัด) วงเงินกู้สูงสุด 10 ล้านบาท (7.5 ล้านบาท สำหรับต่างจังหวัด)

สิทธิประโยชน์

เมื่อท่านได้รับอนุมัติ และใช้บริการสินเชื่อบ้าน ยูโอบี โฮมโลน จะได้รับ

บัตร ATM หรือ บัตรยูโอบี วีซ่า อีเลคตรอน พร้อมฟรีค่าธรรมเนียมแรกเข้า และรายปี ปีแรก

บัตรเครดิต ธนาคาร ยูโอบี** พร้อมฟรีค่าธรรมเนียมแรกเข้า และรายปี ปีแรก

สินเชื่อเพิ่มเติมชำระค่าเบี้ยประกันชีวิต**เพื่อสร้างหลักประกันแก่ครอบครัวว่าไม่ต้องรับภาระหนี้ หากผู้กู้ถึงแก่กรรมหรือทุพพลภาพ

หมายเหตุ : **ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ให้แก่ลูกค้าเฉพาะรายที่ผ่านเกณฑ์ของธนาคารเท่านั้น

คุณสมบัติผู้สมัคร

บุคคลธรรมดา สัญชาติไทย

เงินเดือนขั้นต่ำ 20,000 บาท

อายุการทำงานอย่างน้อย 2 ปี (หรือ 3 ปี สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระ/ธุรกิจส่วนตัว)

อายุขั้นต่ำ 21 ปี รวมระยะเวลากู้ :

- ไม่เกิน 60 ปี สำหรับผู้กู้ที่มีรายได้เป็นเงินเดือนประจำทั่วไป

- ไม่เกิน 65 ปี สำหรับเจ้าของกิจ การ (Self-employed) และ หน่วยงานราช การและรัฐวิสาหกิจ (Government Sector)

เอกสารประกอบการพิจารณา

เอกสารส่วนตัว , เอกสารด้านหลักทรัพย์ , เอกสารด้านการเงิน

บัตรประชาชน , ทะเบียนบ้าน

ทะเบียนสมรส หรือ ใบสำคัญการหย่า (ถ้ามี)

ใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล (ถ้ามี)

บัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของคู่สมรส (ถ้ามี)

โฉนดที่ดินทุกหน้า

สัญญาจะซื้อจะขาย

หลักฐานการผ่อนดาวน์ กรณีไถ่ถอนจากสถาบันการเงินอื่น

 - สัญญาซื้อขายที่ดิน (ทด.13)

 - หลักฐานการผ่อนชำระ ต่อเนื่อง  12 เดือน

 - สัญญากู้เงิน และสัญญา จำนองกรณีเพื่อก่อสร้างบ้าน

 - ใบอนุญาตปลูกสร้างบ้าน

 - แบบแปลนสิ่งปลูกสร้าง หรือ พิมพ์เขียว

 - สัญญาว่าจ้าง หรือ ใบเสนอ  ราคาก่อสร้างจากผู้รับเหมา 

สลิปเงินเดือนล่าสุด และหนังสือ รับรอง เงินเดือน (ต้นฉบับ)บัญชีเงินฝากธนาคารย้อน หลัง 6 เดือน

กรณีประกอบอาชีพอิสระ/ธุรกิจส่วนตัว

 - ทะเบียนการค้า

 - หนังสือรับรองกระทรวงพาณิชย์

 - หนังสือบริคณห์สนธิ

หมายเหตุ :

การพิจารณาอนุมัติ เป็นไปตามเงื่อนไข ของธนาคารฯ

ธนาคารฯ สงวนสิทธิ์ ในการเปลี่ยนแปลงข้อเสนอข้างต้น โดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

อัตราดอกเบี้ย MLR ปัจจุบันเป็นไปตามประกาศของธนาคาร

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : งานการขายสินเชื่อเคหะ 0-2620-2020 หรือ ธนาคารยูโอบี ทุกสาขา


การขอสินเชื่อบ้านธนาคารกรุงเทพ

คุณสมบัติของผู้ขอกู้สินเชื่อ

เป็นบุคคลธรรมดามีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป มีรายได้ประจำ หรือประกอบธุรกิจส่วนตัวต้องแสดงรายได้จากธุรกิจที่ชัดเจน

 ไม่มีประวัติเสียหายด้านการเงิน  การกู้ร่วมนั้นผู้กู้ร่วมต้องมีความสัมพันธ์กับผู้ขอกู้เช่น เป็นสามีภรรยา พี่น้องท้องเดียวกัน หรือบิดามารดากู้ร่วมกับบุตร ธนาคารไม่จำกัดจำนวนผู้กู้ร่วม และควรให้ผู้กู้ร่วมถือกรรมสิทธิ์ในหลักทรัพย์ร่วมกันทุกคน

วงเงินกู้ และระยะเวลาการผ่อนชำระแยกตามประเภทการกู้

 ถ้าเป็นการกู้เพื่อซื้อบ้านพร้อมที่ดิน ทาวน์เฮ้าส์ อาคารพาณิชย์ คอนโดมิเนียม หรือเพื่อปลูกสร้างที่อยู่อาศัย โดยทั่วไปธนาคารจะพิจารณาวงเงินกู้ประมาณร้อยละ 80 ของราคาประเมิน   ระยะเวลาผ่อนชำระต่ำสุด 5 ปี สูงสุด 30 ปี ทั้งนี้อายุของผู้กู้รวมระยะเวลากู้สูงสุดไม่เกิน 65 ปี

ธนาคารกรุงเทพมีข้อเสนอการผ่อนชำระรายเดือน 2
ทางเลือก คือ

1. ผ่อนชำระรายเดือนแบบคงที่ คือ ผู้กู้จะผ่อนชำระคืนเป็นจำนวนเท่า ๆ กันในแต่ละเดือนตลอดเวลาของสัญญากู้        

2. ผ่อนชำระรายเดือนแบบขั้นบันไดลอยตัว คือ ผู้กู้จะชำระยอดผ่อนสินเชื่อรายเดือนน้อย ตามอัตราดอกเบี้ยต่ำและคงที่ในช่วงแรกของสัญญากู้ และยอดผ่อนชำระจะสูงขึ้นเล็กน้อยในช่วงอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ทางเลือกนี้สำหรับผู้ที่เลือกอัตราดอกเบี้ยทางเลือกที่ 1 และ 2 เท่านั้น

อัตราดอกเบี้ย

 ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย  ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์ 2,500 บาท (ชำระ ณ วันที่ยื่นคำขอกู้)

 ค่าปรับกรณีไถ่ถอนจำนองไปใช้บริการกับสถาบันการเงินอื่นก่อน 3 ปี คิดอัตราร้อยละ 3 ของวงเงินกู้

  ค่ากรมธรรม์ประกันอัคคีภัย

  ค่ากรมธรรม์คุ้มครองเครดิตโฮมเฟิสต์ (ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้กู้)

  ระยะเวลาการพิจารณาการขอกู้

  การดำเนินการตั้งแต่ยื่นคำขอกู้จนถึงอนุมัติสินเชื่อปกติจะใช้เวลาประมาณ 14 วันทำการ

  หลักฐานและเอกสารประกอบคำขอกู้

  สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน/บัตรข้าราชการ

  สำเนาทะเบียนบ้าน

  สำเนาทะเบียนสมรส/ใบหย่า/ใบมรณะบัตรของคู่สมรส (ถ้ามี)

  ใบเปลี่ยนชื่อ-สกุล (ทุกใบ)

  เอกสารแสดงรายได้ กรณีผู้กู้/ผู้กู้ร่วม เป็นพนักงานหรือข้าราชการ

  - ต้นฉบับหนังสือรับรองเงินเดือน (ไม่เกิน 3 เดือน)

  - ต้นฉบับสลิปเงินเดือนล่าสุด และสำเนาบัญชีเงินฝากธนาคารที่รับเงินเดือน

  - สำเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ประจำปี (กรณีรับเงินเดือนเป็นเงินสด)

 เอกสารแสดงรายได้ กรณีผู้กู้/ผู้กู้ร่วม เป็นเจ้าของกิจการ

  - สำเนาเอกสารการจดทะเบียนบริษัท (ทะเบียนพาณิชย์/การค้า/หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล/ทะเบียนผู้ถือหุ้น) (ไม่เกิน 3 เดือน)

   - สำเนาทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ไม่เกิน 3 เดือน)

   - สำเนาบัญชีธนาคารที่แสดงกระแสการเงินของบริษัท เช่น บัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ บัญชีเงินฝากกระแสรายวัน วงเงินเบิกเกินบัญชี เป็นต้น ย้อนหลัง 6 เดือน

   - งบการเงินปีล่าสุด หรือสำเนารายการแสดงภาษีเงินได้ประจำปีปีล่าสุด

เอกสารหลักประกันในการขอสินเชื่อ

สำเนาโฉนดที่ดิน/สำเนาเอกสารกรรมสิทธิห้องชุด

สำเนาเอกสารสัญญาจะซื้อจะขาย

        เอกสารหลักฐานการชำระเงินดาวน์

       แผนที่แสดงที่ตั้งหลักประกัน

เอกสารหลักประกันในการขอสินเชื่อ (เพิ่มเติมกรณีปลูกสร้าง/ต่อเติม/ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย)

  - สำเนาใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร/ปรับปรุงอาคาร

 - สำเนาพิมพ์เขียว (แบบแปลนก่อสร้าง)

   - สำเนาสัญญาว่าจ้างระหว่างผู้รับเหมาก่อสร้างและผู้ขอสินเชื่อ

เอกสารหลักประกันในการขอสินเชื่อ (เพิ่มเติมกรณีรีไฟแนนซ์)

  - สำเนาสัญญาจำนอง และข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนอ

   - สำเนาสัญญากู้เงิน

    - สำเนาใบเสร็จการผ่อนชำระหนี้ย้อนหลัง 3 เดือน

เอกสารแสดงฐานะทางการเงินและภาระหนี้สิน

 สำเนาบัญชีเงินฝากธนาคารแสดงรายการย้อนหลัง 6 เดือน

  สำเนาหลักฐานแสดงกรรมสิทธิในทรัพย์สินอื่นๆ เช่น โฉนดที่ดิน ห้องชุด พันธบัตร ใบหุ้น

  เอกสารสัญญาแสดงสิทธิการเช่า ฯลฯ

  สำเนาสัญญากู้ยืมเงิน/สัญญาเช่าซื้อ/สัญญาจำนอง และเอกสารหลักฐานการชำระหนี้ในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา

การสมัครใช้บริการ

  สมัครผ่านทางเว็บไซต์ bangkokbank

 สมัครที่ธนาคารกรุงเทพทุกสาขาทั่วประเทศ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 1333

ขั้นตอนการอนุมัติสินเชื่อ

   1. ยื่นคำขอสินเชื่อที่สาขาของธนาคารสาขาใดก็ได้ที่ท่านสะดวกที่สุด เจ้าหน้าที่ธนาคารจะพิจารณาสินเชื่อเบื้องต้นจากข้อมูลของท่าน เช่น รายได้ ค่าใช้จ่ายครอบครัว หนี้สินอื่น ๆ เพื่อประมาณความสามารถในการผ่อนชำระเงินกู้ ท่านสามารถรับทราบการพิจารณาสินเชื่อในเบื้องต้น ณ วันที่ท่านยื่นคำขอสินเชื่อ ธนาคารจะพิจารณาวงเงินกู้จากราคาประเมินของหลักประกัน เพื่อความรวดเร็วในการพิจารณาแจ้งผลอนุมัติสินเชื่อ ท่านควรยื่นเอกสารประกอบการขอสินเชื่อให้ครบถ้วน

  2. เจ้าหน้าที่สาขาธนาคารจะส่งใบคำขอสินเชื่อของท่านพร้อมเอกสารประกอบคำขอสินเชื่อไปที่ศูนย์สินเชื่ออุปโภคบริโภค เพื่อพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ โดยพิจารณาจาก

- วัตถุประสงค์ในการขอสินเชื่อ

 - คุณสมบัติผู้ขอกู้

 - ความสามารถในการผ่อนชำระสินเชื่อ

 - ประเภทและมูลค่าของหลักประกัน

  3. การนัดหมายเพื่อประเมินหลักประกัน เจ้าหน้าที่ของธนาคารจะติดต่อท่านเพื่อนัดหมายเข้าไปประเมินมูลค่าหลักประกัน ตามวันและเวลาที่ท่านสะดวก โดยทั่วไปเจ้าหน้าที่ส่วนประเมินหลักทรัพย์จะติดต่อท่านภายใน 7 วันทำการหลังจากที่ท่านได้ยื่นใบคำขอสินเชื่อที่สาขา

  4. ธนาคารจะติดต่อและแจ้งผลการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อให้ท่านทราบ ภายใน 14 วันทำการ นับจากวันที่ลูกค้ายื่นใบคำขอสินเชื่อ เพื่อเตรียมนัดวันทำสัญญา

  5. หากท่านได้รับอนุมัติสินเชื่อ ธนาคารจะนัดหมายท่านเพื่อทำสัญญากู้เงิน สัญญาจดจำนอง ณ.กรมที่ดินในเขตท้องที่ที่โฉนดที่ดิน หรือ หลักประกันจดทะเบียนไว้ กรณีมีผู้กู้ร่วม หรือผู้ค้ำประกัน ท่านควรจะต้องนัดหมายให้บุคคลเหล่านั้นมาร่วมลงนามในสัญญาทุกฉบับ

  6. ท่านควรเตรียมค่าใช้จ่ายที่เตรียมในวันทำสัญญาเงินกู้ คือ ค่าจดจำนอง ค่าเบี้ยประกันคุ้มครองเครดิต ค่าเบี้ยประกันภัย ซึ่งเจ้าหน้าที่ธนาคารจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งในวันที่นัดหมาย

สามารถสอบถามได้ที่คอลเซ็นเตอร์ 1333, ธนาคารกรุงเทพทุกสาขา

ที่มา...ธนาคารกรุงเทพ...

การแนะนำคำขอสินเชื่อ

เตรียมความพร้อมเพื่อการมีบ้านหลังแรกเป็นของตนเอง(Preparing for Homeownership)

     การมีบ้านเป็นของตนเอง นับว่าเป็นความใฝ่ฝันของทุกคน  อย่างไรก็ตาม การทำความฝันให้เป็นจริงนั้น  ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องบ้านและการวางแผนการเงินที่ดี จึงจะทำให้การตัดสินใจซื้อบ้านเป็นไปอย่างถูกต้องสมหวัง ไม่มีปัญหาตามมาในภายหลัง  ทั้งนี้ เพราะการซื้อบ้านนับเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ เนื่องจากบ้านมีราคาสูงมากเมื่อเทียบกับรายได้

          1. 
ข้อดีของการมีบ้านเป็นของตนเอง หากคุณคิดจะซื้อบ้าน คุณอาจมีเหตุผลหลายอย่างในใจของคุณ ตั้งแต่เหตุผลส่วนตัว จนถึงเหตุผลทางเศรษฐกิจ เช่น เป็นสถานที่อยู่อาศัยของตนเอง บ้านคือวิมานของเราเป็นคำกล่าวเก่าแก่ที่ทุกคนคุ้นเคยดี บ้านถือว่าเป็นที่อยู่อาศัยที่เป็นของคุณเอง  คุณซื้อบ้านก็เพื่อสร้างความรู้สึกที่อิสระมั่นคงในการอยู่อาศัยและการสร้างครอบครัว  บางครั้งคุณอาจรู้สึกมีบ้านเป็นของตนเอง เพื่อมีพื้นที่มากพอในการเลี้ยงดูลูก และบางครั้ง อาจรู้สึกอยากมีบ้านเอง แทนที่จะเช่า เพื่อให้สามารถทำกิจกรรมภายในบ้านอย่างอิสระ ทั้งการปรับปรุงตกแต่งที่สอดคล้องกับรสนิยมและความพอใจส่วนตัว เป็นการลงทุน การซื้อบ้านสำหรับบางคน อาจจะมุ่งเพื่อเป็นการลงทุน หรือเพื่อประโยชน์ทางการเงิน  เช่น ซื้อเพื่ออยู่เองด้วย เพื่อแบ่งพื้นที่บางส่วนให้เช่า เพื่อหารายได้ด้วย เป็นต้น เป็นการออมทรัพย์  เมื่อคุณซื้อบ้าน ส่วนใหญ่มักต้องอาศัยเงินกู้จากสถาบันการเงิน ซึ่งมักจะสูงประมาณร้อยละ 80 ของราคาบ้าน และคุณจะต้องผ่อนชำระหนี้เป็นเงินงวดรายเดือน  

    
ดังนั้น ในการผ่อนชำระเงินงวดนี้ คุณจะสามารถสะสม เงินทุนเพิ่มขึ้นขึ้นเรื่อยๆ และเงินทุนนี้ สามารถเปลี่ยนเป็น เงินสดได้โดยการขายบ้านนั้น ตรงกันข้ามกับการเช่าบ้าน ซึ่งเงิน  “ค่าเช่าจะหายไปกับผู้ให้เช่า โดยผู้เช่า ไม่มีโอกาสสะสมทุนได้เลย ต้นทุนการอยู่อาศัยค่อนข้างคงที่ ในการซื้อบ้าน ผู้ซื้อต้องผ่อนชำระเงินงวดทุกเดือน ซึ่งโดยปกติสถาบันการเงินจะกำหนดในจำนวนเงินที่คงที่ตลอดระยะเวลากู้ (20 – 30 ปี) ซึ่งเงินงวดที่ผ่อนนี้ เมื่อคุณมี่รายได้เพิ่มขึ้นในปีต่อๆมา คุณจะรู้สึกเบาภาระขึ้นทุกขณะ ในขณะที่ค่าเช่า มักจะมีการปรับเพิ่มขึ้นเสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจดี หรือความต้องการเช่ามีสูง มูลค่าที่อยู่อาศัยเพิ่มสูงขึ้น โดยทั่วไป ที่อยู่อาศัย จะมีมูลค่าสูงขึ้นตลอดเวลา (ยกเว้นในภาวะเศรษฐกิจวิกฤติ หรือตกต่ำพิเศษ) และมักจะเพิ่มสูงกว่าการนำเงินฝากธนาคาร  ดังนั้น การซื้อบ้าน นอกจากจะได้ อยู่อาศัยเองแล้ว ยังอาจขายต่อได้กำไรด้วย

    
ประโยชน์ทางภาษีอากร ผู้ซื้อบ้านได้รับประโยชน์ทางภาษีอากร ได้แก่ การนำเงินดอกเบี้ยที่จ่ายชำระค่าผ่อนบ้านให้กับสถาบันการเงินในแต่ละปี นำมาหักเป็นค่าลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดา ได้สูงถึง 50,000 บาท ในขณะที่ผู้เช่า ไม่มีโอกาสเช่นนี้ ดังนั้น ผู้ซื้อบ้านและผ่อนบ้านจึงสามารถประหยัดเงินในส่วนนี้ได้ทุกปี 

          2.
ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการซื้อบ้าน แม้ว่าการซื้อบ้าน จะก่อประโยชน์หลายอย่างดังกล่าวข้างต้น  แต่การซื้อบ้าน เป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ต้องใช้เวลาเสาะหาพอสมควร และต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น   รวมทั้งอาจก่อปัญหาตามมาได้หากผู้ซื้อไม่เข้าใจกระบวนการ หรือไม่วางแผนการเงินอย่างรอบคอบ 

    
ค่าใช้จ่ายสูง ในการซื้อบ้าน ผู้ซื้อบ้านหลังแรกมักจะต้องเก็บสะสมเงินดาวน์ประมาณร้อยละ 20 ของราคาซื้อขาย และกู้อีกประมาณร้อยละ 80 ของราคา โดยต้องทำสัญญากู้และผ่อนชำระหนี้นานประมาณ 20-30 ปี   ซึ่งในช่วงแรกของการกู้เงิน (ประมาณ 1-3 ปีแรก)  ผู้ซื้อบ้านมักจะจ่ายเงินงวดที่สูงกว่าค่าเช่า  รวมทั้งอาจต้องรับภาระจ่ายค่าอื่นๆอีก เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าดูแลทรัพย์ส่วนกลาง  ซึ่งผู้กู้อาจต้องประหยัดค่าใช้จ่ายในช่วงนี้มากเป็นพิเศษ

    
โอกาสถูกยึดบ้านเพื่อบังคับจำนอง  การกู้เงินซื้อบ้าน เป็นพันธะของผู้กู้ที่จะต้องชำระหนี้เงินงวดทุกเดือนให้กับสถาบันการเงิน ดังนั้น หากผู้กู้ มีปัญหาทางการเงิน ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด ก็อาจจะถูกฟ้องร้องต่อศาล เพื่อบังคับจำนองนำบ้านที่เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการชำระหนี้นั้น  ออกขายทอดตลาด เพื่อนำเงินที่ได้มาชำระหนี้ นอกจากนั้น หากผู้กู้ค้างชำระหนี้นานมาก หนี้ (ที่เป็นเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย) จะสะสมสูง จนมากกว่ามูลค่าบ้านที่ขายได้ในตลาด ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น นอกจากผู้กู้จะสูญเสียบ้านแล้ว  สถาบันการเงินยังมีสิทธิไล่เบี้ย โดยการนำยึดทรัพย์สินอื่นๆของผู้กู้ได้อีก หรือหากมีมาก ก็อาจฟ้องร้องผู้กู้ให้เป็นบุคคลล้มละลายได้  

    
โอกาสย้ายถิ่นมีน้อยลง เจ้าของบ้าน จะมีโอกาสในการย้ายถิ่นที่อยู่น้อยกว่าผู้เช่าบ้าน เนื่องจากจะต้องขายบ้านออกไปก่อน และหาซื้อบ้านใหม่ ในขณะที่ผู้เช่าบ้านสามารถย้ายที่อยู่ใหม่ได้ง่าย โดยเพียงแจ้งผู้เช่าล่วงหน้า 1-2 เดือนเท่านั้น ดังนั้น หากคุณคิดว่าจะไม่อยู่ที่ใดนานนัก การซื้อบ้านก็อาจไม่เหมาะสมสำหรับคุณ

    
ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง การมีบ้านเป็นของตนเองนั้น เจ้าของบ้านมีภาระที่จะต้องดูแลรักษาบ้านตลอดเวลา  หากชำรุดเสียหาย ก็จำเป็นต้องซ่อมแซมด้วยค่าใช้จ่ายของตนเอง  ตรงกันข้ามกับการเช่า ซึ่งภาระด้านนี้มักเป็นของเจ้าของบ้าน 

          3.
คุณสามารถจะซื้อบ้านได้ไหม ? หากคุณตัดสินใจแล้วว่าจะซื้อบ้านเป็นของตนเองประการแรกที่คุณต้องคิดคือต้องประเมินว่าคุณสามารถจะซื้อบ้านได้หรือไม่ คุณไม่จำเป็นต้องมีบ้านหลังแรกที่เป็นคฤหาสน์ราคาแพง  จนต้องแบกภาระผ่อนบ้านจนแทบไม่มีเงินเหลือทำอย่างอื่นเลย  หรือจนต้องเสี่ยงกับการค้างชำระหนี้ จนต้องถูกบังคับจำนองขายทอดตลาดบ้านในภายหลัง

               3.1
การวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายในปัจจุบัน ในการซื้อบ้าน นอกจากผู้ซื้อจะต้องมีเงินออมสะสมประมาณร้อยละ 20 ของราคาแล้ว ผู้กู้เงินจะต้องมีภาระค่าใช้จ่ายต่อเดือน (เช่น ค่าผ่อนชำระเงินกู้ ค่าใช้จ่ายดูแลทรัพย์ส่วนกลาง ค่าน้ำและค่าไฟ เป็นต้น) ซึ่งรวมกันแล้ว อาจจะสูงกว่าค่าเช่า ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น คุณต้องทบทวนแล้วว่าคุณสามารถจะซื้อบ้านได้หรือไม่ คุณจะยังมีเงินเหลือจากการจ่าย ค่าเงินงวดและค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่นๆหรือไม่ หากไม่ คุณก็จะต้องเปลี่ยนแปลงนิสัยการใช้จ่ายเงินเสียใหม่ ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อบ้าน ในกรณีที่คุณไม่เคยทำบัญชีการใช้จ่ายเงินมาก่อน คุณอาจไม่ทราบถึงรายการค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนที่ชัดเจนนัก  ดังนั้น เวลาจะซื้อบ้าน คุณจะต้องพิจารณารายการค่าใช้จ่ายประจำเดือนอย่างจริงจัง โดยแยกเป็นหมวดหมู่ที่ชัดเจน เช่น ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย ค่าใช้จ่ายอื่นๆ (เช่น ค่าอาหาร ค่าเสื้อผ้าเครื่องแต่งตัว  ค่าผ่อนรถ ค่าน้ำมันรถ  ค่าเดินทาง และค่าโทรศัพท์ เป็นต้น) บางรายการเป็นค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างจะคงที่ในแต่ละเดือน แต่บางรายการอาจไม่แน่นอน ดังนั้น ในการซื้อบ้าน หากคุณเห็นว่าสำคัญ คุณอาจต้องลดค่าใช้จ่ายบางรายการ หรือต้องอดทนงดค่าใช้จ่ายเหล่านั้นไปก่อนในช่วงแรกๆ หากคุณทดลองคำนวณดูค่าใช้จ่ายใหม่หลังจากมีบ้านแล้ว คุณคิดว่าสามารถรับภาระได้  ก็แปลว่า คุณพร้อมแล้วสำหรับการมีบ้านเป็นของตนเอง 

               3.2
ค่าใช้จ่ายในการซื้อบ้านและผ่อนบ้าน เรามาลองดูกันให้ละเอียดขึ้นว่า ในการซื้อบ้านเพื่อเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองนั้น จะมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง

                    1.
ค่าใช้จ่ายก่อนเข้าอยู่บ้านใหม่ 
                       
เงินดาวน์ : โดยทั่วไปผู้ซื้อบ้าน จะต้องกู้เงินจากสถาบันการเงิน ซึ่งมักจะให้กู้ในวงเงินประมาณร้อยละ 80 ของราคาซื้อขาย หรือมูลค่าประเมิน  ดังนั้น ผู้ซื้อบ้านจึงจำเป็นต้องมีเงินดาวน์จำนวนหนึ่งประมาณร้อยละ 20 ของ ราคาซื้อขาย  และยิ่งผู้ซื้อบ้านมีเงินดาวน์สูงมากเท่าใด สถาบันการเงินก็จะเต็มใจปล่อยกู้มากเพียงนั้น
      
                       
ค่าใช้จ่ายในการโอนบ้าน : โดยทั่วไป ผู้ซื้อบ้านจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนจำนอง และอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายให้กับกรมที่ดินในการโอนสิทธิและนิติกรรม (เว้นแต่ผู้ขายจะออกให้)

                       
ค่าใช้จ่ายในการกู้เงิน : ผู้กู้เงินจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการประเมินค่าบ้านที่จะจำนองเป็นหลักประกัน และค่าใช้จ่ายในการยื่นกู้ด้วย

                       
ค่าใช้จ่ายในการย้ายเข้าบ้านใหม่ : ผู้ซื้อบ้านจะมีค่าใช้จ่ายในการย้ายบ้านจาก  ที่เดิมไปยังบ้านใหม่ เช่น ค่าขนย้ายสิ่งของ ค่าซ่อมบำรุงบ้านใหม่ ค่าซื้ออุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้าน เป็นต้น

                    2.
ค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง ภายหลังการกู้เงิน และเข้าอยู่อาศัยแล้ว ผู้ซื้อบ้านจะมีค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง ดังนี้
                       
ค่าเงินงวดรายเดือนชำระเงินกู้ : เงินงวดรายเดือนที่ผู้กู้จะต้องจ่ายนั้น (เป็นค่าดอกเบี้ย และค่าหักชำระเงินต้น) มากหรือน้อยจะขึ้นกับตัวแปร 3 ตัว ได้แก่ วงเงินกู้ ระยะเวลากู้และอัตราดอกเบี้ย
                            - 
หากเงินกู้คงที่ เงินงวดจะขึ้นกับระยะเวลากู้  หากกู้นาน  เงินงวดก็จะน้อยกว่ากู้สั้น (ดังนั้น ผู้กู้ซื้อบ้านหลัง แรก จึงมักจะกู้นานไว้ก่อน 20-30 ปี) 
                            - 
หากเงินกู้คงที่ ระยะเวลากู้คงที่ เงินงวดจะมากหรือน้อยขึ้นกับ  อัตราดอกเบี้ย กล่าวคือหากอัตราดอกเบี้ยสูง เงินงวดก็จะสูงตามไปด้วย

                       
ค่าประกันอัคคีภัย และค่าประกันชีวิตเพื่อที่อยู่อาศัย : โดยทั่วไป ผู้กู้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายค่าประกันอัคคีภัย ตัวอาคารด้วย นอกจากนั้น หากมีการทำประกันชีวิตเพื่อที่อยู่อาศัย  ก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นค่าประกันนี้ด้วย

                       
ค่าใช้จ่ายในการอยู่อาศัย : ค่าใช้จ่ายต่อเนื่องได้แก่ ค่าน้ำ ค่าไฟ  ค่าดูแลชุมชนหรือค่าดูแลทรัพย์ส่วนกลาง  (กรณีห้องชุด) และค่าซ่อมบำรุงที่อาจเกิดขึ้นได้เป็นครั้งคราว  ดังนั้น ผู้ซื้อบ้านจะต้องเตรียมเงินส่วนนี้ไว้ให้
                       
พร้อมเสมอ เมื่อคุณพิจารณารายจ่ายเหล่านี้แล้ว เห็นว่าสามารถรับภาระได้ คุณก็สามารถซื้อบ้านได้ แต่จะซื้อบ้านได้ในราคาประมาณเท่าใด จะซื้อบ้านในแบบใด และจะผ่อนเงินงวดเดือนละเท่าใด

ที่มาข่าว...ธนาคารอาคารสงเคราะห์

ไทยต่างแดนออนไลน์

ไทยต่างเเดนฉบับล่าสุด

หน้าปกเล่มล่าสุด

เรื่องเด่นในเล่ม

กิจกรรมพิเศษ

เหตุการณ์พิเศษ-คนพิเศษ

ข่าวชุมชนไทย

ลิงค์สำนักข่าวเเละทีวีไทย